Posted on 24 เมษายน 2026 by admin
การพัฒนาเด็กในช่วงปฐมวัยถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเป็น “จุดเริ่มต้นที่สำคัญของชีวิต”
หากเด็กได้รับการส่งเสริมอย่างเหมาะสม ย่อมเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ
ทั้งด้านความรู้ ความคิด และการใช้ชีวิตในสังคม
เด็กๆเรียนรู้โลกผ่านประสาทสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็น การได้ยิน
การสัมผัส หรือการเคลื่อนไหว
อย่างไรก็ตามยังมีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความต้องการด้านการเรียนรู้เป็นพิเศษ
เช่นเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา และกลุ่มออทิสติก
ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลและพัฒนาอย่างเหมาะสม
โดยพบว่าในอดีตเด็กออทิสติกอาจพบได้น้อย
แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สอดคล้องกับข้อมูลการศึกษาทางระบาดวิทยาในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา
พบว่าความชุกเฉลี่ยประมาณ 4.8 คนต่อประชากร 2,000 คน
ทั้งนี้ ข้อมูลจากกลุ่มงานฟื้นฟูสมรรถภาพ สถาบันราชานูกุล ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้บริการทางด้านกิจกรรมบำบัดในเด็กที่มีปัญหาด้านสติปัญญาและพัฒนาการล่าช้า มีผู้ที่ภาวะออทิสติกเพิ่มขึ้น จำนวนเฉลี่ยเดือนละ 30 ราย ซึ่งเด็กที่มีภาวะออทิสติกจะมีปัญหาหลักๆ ด้วยกัน 3 ด้าน ได้แก่ 1.) พัฒนาทางภาษาล่าช้า 2.) พัฒนาทางสังคมช้า และ3.) พฤติกรรมซ้ำที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กออทิสติก (รายงานวิจัยเรื่อง “ผลของการบำบัดรักษาทางกิจกรรมบำบัดโดยใช้เทคนิค สโนซีเล็น ที่มีต่อการลดพฤติกรรมซ้ำในเด็กออทิสติกของสถาบันราชานุกูล, 2554 ) และเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มักเผชิญกับภาวะความผิดปกติของการบูรณาการประสาทสัมผัส ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์ สมาธิ และพฤติกรรมการเรียนรู้ “ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กพิเศษคือ ปัญหาการบกพร่องทางการทำงานของสมองด้านประสาทสัมผัสทั้ง 7 (มองเห็น, ได้ยิน, สัมผัส, ได้กลิ่น, รับรส, ทรงตัว, ข้อต่อ) ซึ่งเปรียบได้ว่าเป็นฐานอันดับล่างสุดของการพัฒนาศักยภาพเด็กที่มีความบกพร่อง ส่งผลให้เด็กไม่สามารถพัฒนาไปสู่ขั้นต่อไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ส่งผลออกมาในด้านการแสดงออก การควบคุมอารมณ์ และการเคลื่อนไหวได้” (น.ส.กนกนุช ป้อมน้อย: การออกแบบพื้นที่ปรับสภาพแวดล้อมเพื่อกระตุ้นการรับรู้ประสาทสัมผัสของเด็กพิเศษ(กรณีศึกษาโรงเรียนอนุบาลรัตนบุรี จ.สุรินทร์) 2561)
โดยเด็กในกลุ่มนี้มี
ต้องการการเรียนรู้ที่แตกต่างออกไปจากเด็กปกติทั่วๆไป
เพื่อให้เกิดการเริ่มต้นพัฒนาอย่างถูกวิธีตั้งแต่ต้นก็จะสามารถช่วยให้เขาได้พัฒนาได้ดียิ่งขึ้น
ทั้งด้านสมาธิ อารมณ์ และพฤติกรรมการเรียนรู้ในระยะยาวต่อไป
และด้วยความจำเป็นและความต้องการที่แตกต่าง “ห้อง Sensory Stimulation
Room” จึงเกิดขึ้นโดยโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์
ซึ่งเปิดสอนในระดับชั้นประถมศึกษาถึงระดับชั้นมัธยมศึกษา
นางสาววรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เผยถึงความสำคัญและความจำเป็นของห้อง “Sensory Stimulation Room” หรือห้องกระตุ้นประสาทสัมผัสต่างๆ ของเด็ก เช่น การมองเห็น แสง สี การฟังเสียง การสัมผัสเนื้อผิวต่างๆ รวมถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยใช้อุปกรณ์เฉพาะทางที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่นและประสบการณ์ตรง ทั้งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็กในหลายด้าน โดยเฉพาะสำหรับเด็กที่มีปัญหาเรื่องพัฒนาการล่าช้า หรือความต้องการพิเศษ ผ่านการเล่นที่สนุก การเล่นของเล่นต่างๆ อุปกรณ์กระตุ้นประสาทสัมผัส และอุปกรณ์ฝึกทักษะการทรงตัว ในกิจกรรมทั้งหมดนี้อยู่ภายในกรอบของ Sensory Integration โดยนักกิจกรรมบำบัดจะจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ ทำกิจกรรมด้วยตนเองให้มากที่สุด ออกแบบสภาพแวดล้อมให้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ที่เด็กสามารถเรียนรู้ผ่านการเล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ สู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้
พร้อมกันนี้
ห้องกระตุ้นประสาทสัมผัส (Sensory Stimulation Room)
มีความสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กพิเศษอย่างรอบด้าน
ทั้งการกระตุ้นการเรียนรู้และสมาธิ
ช่วยให้เด็กสามารถจดจ่อและเข้าใจสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น
การฝึกควบคุมตนเองและจัดการอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม
ตลอดจนการพัฒนาทักษะด้านร่างกายและภาษา ทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่
การทรงตัว และการสื่อสาร นอกจากนี้
ยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้เด็กเกิดความผ่อนคลาย ลดพฤติกรรมก้าวร้าว และเป็น
พื้นที่ปลอดภัย” (Safe Zone) สำหรับการเรียนรู้
ปัจจุบันห้องดังกล่าวจะรองรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษในความดูแลของโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์
จำนวน 170 คน โดยเด็กๆ
จะได้เรียนรู้ผ่านอุปกรณ์มาตรฐานที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 7
ด้าน ควบคู่กับกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างการรับรู้ การควบคุมอารมณ์
และพัฒนาการทางร่างกายอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์
สร้างความสนุกสนาน และเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่สงบและปลอดภัย
ที่เป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาเด็กอย่างยั่งยืน
และยังได้รับเกียรติจากเซเลปสาวที่มีจิตกุศล ได้ช่วยเหลือเด็กพิเศษเหล่านี้เสมอมา…
คุณน้ำอบ – ม.ล. อรณิช กิติยากร กล่าวถึงความสำคัญของการให้ว่า อาจเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ แต่สามารถเปลี่ยนชีวิตใครบางคนได้อย่างยิ่งใหญ่ น้ำอบขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสนับสนุนการสร้างห้องกระตุ้นประสาทสัมผัส (Sensory Stimulation Room) นี้เพื่อให้น้องๆเด็กพิเศษได้มีพื้นที่ในการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างเหมาะสม เพราะทุกโอกาสที่เรามอบให้ คือก้าวสำคัญของอนาคตพวกเขา เชื่อว่าเด็กทุกคนควรได้รับโอกาสในการเติบโตอย่างเท่าเทียม ห้องพัฒนาการเด็กพิเศษจึงเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการ ทักษะและความมั่นใจให้กับเด็กๆ ขอเป็นอีกหนึ่งเสียงในการเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าไปพร้อมกันนะคะ”
ทั้งนี้
โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน
ร่วมเป็นพลังสำคัญในการ “เปลี่ยนโอกาสเล็กๆ ให้กลายเป็นอนาคตที่ยิ่งใหญ่”
ของน้องๆ ร่วมบริจาคเงินพัฒนาห้อง Sensory Stimulation Room
หรือสิ่งของจำเป็นต่างๆ ได้ที่ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5
ชื่อบัญชี “โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์” หรือผ่านระบบ e-Donation
ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 092-739-0990
“เพราะทุกการให้ของคุณ…คือพลังที่ทำให้เด็กพิเศษได้เติบโตอย่างยั่งยืนและเท่าเทียม”
Posted on 11 เมษายน 2026 by admin
นางสาวกชพรรณ สืบสมบัติ รองผู้อำนวยการฝ่ายขาย สาขาชลบุรี (ที่3จากซ้าย) บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โกลบอลเฮ้าส์” ผู้นำศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งบ้านแบบครบวงจร มอบการสนับสนุนเพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กพิเศษ โดยมีนางสาววรรณวนัช กันพรม (ยืนขวาสุด)
ผู้จัดการ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เป็นผู้รับมอบ
เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน
รวมถึงการยกระดับสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของนักเรียนให้มีความเหมาะสมให้กับน้องๆ
ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก ช่วยเติมเต็มโอกาส
สร้างรอยยิ้มและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้กับเด็กพิเศษ
ณ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ จ.ชลบุรี เมื่อเร็วๆนี้
ทั้งนี้
ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุนช่วยเหลือน้องๆเด็กพิเศษ
ผ่านการบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็น ได้ที่ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี
591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ หรือผ่านระบบ
e donation โดยสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 092 739 0990
Posted on 09 เมษายน 2026 by admin
แม้บรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ปีนี้อาจไม่คึกคักเท่าทุกปี
จากปัจจัยราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและภาวะเศรษฐกิจ
แต่ยังคงเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่คนไทยจำนวนมากเตรียมเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม
การจราจรที่หนาแน่นในช่วงเทศกาลยังคงมาพร้อมความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุบนท้องถนน
เพื่อร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด
ผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยางอะไหล่รถยนต์ ภายใต้แบรนด์ “POP” จัดโครงการ
“ชลิต อินดัสทรี ขับขี่ปลอดภัย ตรวจเช็คก่อนสตาร์ท”
ชวนประชาชนเช็กรถก่อนเดินทาง สงกรานต์กลับบ้านปลอดภัย พร้อมสนับสนุนกิจกรรม
“อาชีวะ-ขนส่งอาสาช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2569” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
ในปีนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมสนับสนุนโครงการ “อาชีวะ-ขนส่งอาสาช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2569” ซึ่งดำเนินการโดยวิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์เบื้องต้นให้แก่ประชาชน ฟรี! พร้อมทีมช่างอาสาและบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน เพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุในช่วง 7 วันอันตราย เปิดให้บริการทุกวันระหว่างวันที่ 10–16 เมษายน 2569 เวลา 06.00–18.00 น. ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท.บ้านแพ้ว กม.17 แยกกระโจม ต.บ้านแพ้ว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร
โอกาสนี้ นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ
บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด
ได้มอบวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการตรวจซ่อมบำรุงรถยนต์และรถจักรยานยนต์
เพื่อสนับสนุนโครงการ “อาชีวะ-ขนส่งอาสา
รณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569” โดยมี นายฐิติปกรณ์ ภคุโล ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว
เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครู และตัวแทนนักเรียน นักศึกษา ณ
ห้องประชุมอาคารวิทยบริการ วิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว
นายฐิติปกรณ์ ภคุโล เปิดเผยว่า วิทยาลัยฯ ได้นำนักเรียน นักศึกษาสาขาช่างยนต์ ร่วมเป็นทีมช่างอาสา ให้บริการตรวจสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมซ่อมแซมเบื้องต้นในกรณีฉุกเฉิน ภายใต้การดูแลของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ภายในจุดบริการ มีบริการตรวจเช็ครถ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมแซมเบื้องต้น ให้คำแนะนำเส้นทาง เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนตลอดช่วง 7 วันอันตรายเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งนอกจากช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนแล้ว ยังเป็นการช่วยเสริมสร้างทักษะวิชาชีพ ประสบการณ์จริงและปลูกฝังจิตสำนึกจิตอาสาให้กับนักเรียน นักศึกษา อาชีวะอาสาอีกด้วย
ด้าน นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กล่าวว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ไทยมมากว่า 30 ปี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมควบคู่กับธุรกิจ โดยโครงการ “ชลิต อินดัสทรี ขับขี่ปลอดภัย ตรวจเช็คก่อนสตาร์ท” มุ่งส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัย ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุในช่วงที่มีการเดินทางจำนวนมาก จึงขอเชิญชวนประชาชนเข้ารับบริการตรวจเช็ครถฟรี เพื่อให้ทุกการเดินทางช่วงสงกรานต์เป็นไปอย่างปลอดภัย
สำหรับจุดบริการ “อาชีวะ-ขนส่งอาสาช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2569”
ของวิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว ตั้งอยู่บริเวณสถานีบริการน้ำมัน ปตท.บ้านแพ้ว
กม.17 แยกกระโจม ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อสำคัญระหว่างถนนพระราม 2
และถนนเพชรเกษม มุ่งหน้าสู่จังหวัดนครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี
โดยเป็นหนึ่งในกว่า 150 จุดบริการทั่วประเทศ
ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
และกรมการขนส่งทางบก โดยประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้ระหว่างวันที่ 10–16
เมษายน 2569 ณ จุดบริการใกล้เคียงทั่วประเทศ
Posted on 08 เมษายน 2026 by admin
ช่วงเทศกาลสงกรานต์ถือเป็นฤดูกาลแห่งการเดินทางของคนไทย
หลายครอบครัวเลือกใช้รถยนต์ส่วนตัวเพื่อกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวต่างจังหวัด
อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
การขับรถทางไกลในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงเรื่องความสะดวกสบายเท่านั้น
หากยังต้องคำนึงถึงทั้ง “ความประหยัดน้ำมัน” และ “ความปลอดภัย”
เพื่อให้การเดินทางราบรื่นตลอดเส้นทาง
ผู้ขับขี่จึงควรเตรียมความพร้อมของรถก่อนออกเดินทาง
และปรับพฤติกรรมการขับขี่
เพื่อลดค่าใช้จ่ายและลดความเสี่ยงรถเสียระหว่างการเดินทาง
ข้อมูลจาก นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด
ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์มาตรฐานสากลฝีมือคนไทย
ภายใต้แบรนด์ “POP” ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมากกว่า 30 ปี
เปิดเผยว่า ปัญหาที่มักพบในช่วงเดินทางเทศกาลสงกรานต์คือ
สภาพการจราจรติดขัดต่อเนื่อง ส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานหนัก
เกิดความร้อนสะสมสูง ขณะเดียวกันผู้ขับขี่ก็มีโอกาสเกิดความเหนื่อยล้า
ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านความปลอดภัยโดยตรง
ดังนั้น
การเตรียมรถให้พร้อมและวางแผนการเดินทางล่วงหน้า
จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดทั้งความเสี่ยงและต้นทุน โดยเฉพาะในยุคน้ำมันแพง
การวางแผนเส้นทางและตรวจเช็กรถก่อนออกเดินทาง
จะช่วยให้การเดินทางมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีคำแนะนำเบื้องต้น
เมื่อต้องขับรถทางไกล ยุคน้ำมันแพง ดังนี้
- เช็กรถก่อนเดินทาง ลดเสี่ยงรถเสียกลางทาง สิ่งสำคัญที่สุด
คือเตรียมรถให้พร้อม ควรตรวจสอบระบบพื้นฐานของรถให้ครบถ้วน
โดยเฉพาะระบบเบรก เช่น ผ้าเบรก น้ำมันเบรก รวมถึงแบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง
ระบบไฟส่องสว่าง และระบบหล่อเย็น เพื่อให้มั่นใจว่ารถพร้อมใช้งานจริง
ทั้งนี้ สาเหตุหลักของรถเสียระหว่างทางมักเกิดจากการขาดการบำรุงรักษา
โดยเฉพาะระบบหล่อเย็น แบตเตอรี่ และยางรถยนต์
- ขับรถด้วยความเร็วคงที่ ช่วยประหยัดน้ำมันมากขึ้น
หลีกเลี่ยงการเร่ง-เบรกกระชาก การขับรถด้วยความเร็วสม่ำเสมอประมาณ 80–100
กิโลเมตรต่อชั่วโมง
จะช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานมีประสิทธิภาพและใช้น้ำมันอย่างคุ้มค่า
ลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ขณะที่การเร่งหรือเบรกกะทันหันบ่อยครั้ง
จะทำให้รถกินน้ำมันเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
- ลดน้ำหนักสัมภาระ ไม่บรรทุกเกินจำเป็น ผู้ขับขี่ทางไกลควรลดน้ำหนักสัมภาระที่ไม่จำเป็น
เพราะรถที่บรรทุกสัมภาระมากเกินไป จะทำให้เครื่องยนต์ต้องทำงานหนัก
ส่งผลให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น จึงควรจัดสัมภาระเท่าที่จำเป็น
และหลีกเลี่ยงการวางสัมภาระบนหลังคารถ เนื่องจากจะเพิ่มแรงต้านลม
- วางแผนเส้นทางล่วงหน้า เลี่ยงรถติด ผู้ขับขี่ควรวางแผนการเดินทาง
และศึกษาเส้นทางให้ดีก่อนออกเดินทาง และเลือกเส้นทางที่ลดการจราจรติดขัด
การศึกษาสภาพการจราจรล่วงหน้าจะช่วยลดการติดขัดบนท้องถนน
โดยผู้ขับขี่สามารถใช้แอปพลิเคชันนำทาง เช่น Google Maps
เพื่อเลือกเส้นทางที่เหมาะสมและหลีกเลี่ยงจุดที่มีการจราจรหนาแน่น
จะช่วยลดเวลาและประหยัดน้ำมัน
- ตรวจสภาพยางและลมยางให้เหมาะสม
ยางรถยนต์มีผลโดยตรงต่อทั้งความปลอดภัยและการประหยัดน้ำมัน
ควรตรวจสอบดอกยางให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และเติมลมยางตามค่ามาตรฐาน
ลมยางที่เหมาะสมช่วยลดแรงต้าน และดอกยางที่ดีช่วยการยึดเกาะถนน
ส่วนลมยางที่อ่อนเกินไปจะเพิ่มแรงต้าน
ทำให้รถกินน้ำมันมากขึ้นและยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการสึกหรอของยางเร็วกว่าปกติดังนั้น
ควรตรวจเช็กลมยางให้เหมาะสมตามค่ามาตรฐานก่อนเดินทางทุกครั้ง
- วางแผนเติมน้ำมันให้เพียงพอ ผู้ขับขี่ทางไกลควรเติมน้ำมันให้เต็มถังก่อนออกเดินทาง
และไม่ปล่อยให้น้ำมันอยู่ในระดับต่ำเกินไป
โดยควรเติมเมื่อน้ำมันเหลือประมาณ 1/4 ถัง
แต่ในปัจจุบันในยุคที่น้ำมันแพงและอาจขาดแคลน
หรือมีปั๊มน้ำมันไม่เพียงพอในบางพื้นที่
ผู้ขับขี่ควรเติมเมื่อน้ำมันเริ่มพร่องถัง
เพื่อช่วยให้การเดินทางราบรื่นไม่สะดุด
และหากเกิดเหตุฉุกเฉินน้ำมันใกล้หมดถัง ควรรีบวางแผนหาปั๊มใกล้ที่สุด
ไม่ควรฝืนขับจนน้ำมันหมดถัง
เพราะอาจส่งผลกระทบต่อระบบเชื้อเพลิงและความปลอดภัย
- ในกรณีฉุกเฉิน หากรถเสียระหว่างทาง ควรจอดรถในจุดที่ปลอดภัย
เปิดไฟฉุกเฉิน และตั้งป้ายเตือนให้รถคันอื่นมองเห็นได้ชัด
หลีกเลี่ยงการจอดในจุดอับสายตาหรือทางโค้ง
และไม่ควรซ่อมรถเองหากไม่มีความพร้อม นอกจากนี้ ควรมีอุปกรณ์ฉุกเฉินติดรถ
เช่น สายพ่วงแบตเตอรี่ ไฟฉาย ป้ายสะท้อนแสง ยางอะไหล่
และเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน

นายชวิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเดินทางไกลในช่วงเทศกาลให้ปลอดภัย
ควรเริ่มต้นตั้งแต่การเตรียมรถให้พร้อม วางแผนเส้นทางล่วงหน้า
และปรับพฤติกรรมการขับขี่ให้เหมาะสม
เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้การเดินทางราบรื่น ประหยัด และปลอดภัยตลอดเส้นทาง
“การเดินทางที่ดีไม่ใช่แค่ไปถึง
แต่ต้องปลอดภัยและคุ้มค่า
การเตรียมตัวล่วงหน้าช่วยลดทั้งความเสี่ยงและค่าใช้จ่าย ชลิต อินดัสทรีฯ
ในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี
ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี มุ่งพัฒนาชิ้นส่วนยานยนต์คุณภาพ
เพื่อเสริมความมั่นใจในทุกการเดินทาง ชิ้นส่วน POP
ของเราอาจไม่ได้อยู่ในรถของคุณ แต่เราอยู่ใต้รถของคุณเสมอ
ทุกชิ้นส่วนถูกออกแบบเพื่อให้รถพร้อมใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ” นายชวิศ
กล่าว
ทั้งนี้
บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด
ยังคงเดินหน้าพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนยานยนต์คุณภาพสูง ภายใต้แบรนด์ “POP”
อย่างต่อเนื่อง โดยมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 6,000 รายการ อาทิ ยางรองแท่นเครื่อง
เพลากลาง กันฝุ่นเพลาขับ และบู๊ชปีกนก
ครอบคลุมการใช้งานตั้งแต่รถยนต์ส่วนบุคคลไปจนถึงรถเพื่อการพาณิชย์
โดยผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ร้านอะไหล่รถยนต์ชั้นนำ
ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือเว็บไซต์ https://chalitindustry.comโทร. 02-802-6400 และอีเมล info@chalitindustry.com