Archive | มีนาคม, 2026

Digital CEO รุ่นที่ 9 เรียนรู้ผ่านองค์กรชั้นนำระดับโลก PwC Thailand อัปเดตมุมมองและเทคโนโลยีดิจิทัล

Posted on 21 มีนาคม 2026 by admin

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) โดย ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล และผศ.(พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ที่ปรึกษาหลักสูตรฯ นำคณะผู้อบรมหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital CEO) รุ่นที่ 9 เรียนรู้ผ่านองค์กรชั้นนำระดับโลก PwC Thailand พร้อมเสริมองค์ความรู้จากวิทยากรชั้นนำ เพื่ออัปเดตเทรนด์ให้แก่ผู้นำยุคดิจิทัล ณ อาคารบางกอกซิตี้ทาวเวอร์ ถนนสาทรใต้ เมื่อเร็วๆนี้

ในการนี้ คุณพิสิฐ ทางธนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด (PwC Thailand) ได้มาต้อนรับผู้อบรมหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลรุ่นที่ 9 พร้อมบรรยายพิเศษเรื่อง “29th Global CEO Survey : Leading through uncertainty in the age of AI” ต่อด้วยการบรรยาย “กลยุทธ์การพัฒนาคนในองค์กรรองรับยุคดิจิทัล” โดย ดร.ภิรตา ภักดีสัตยพงศ์ หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในหัวข้อ “Navigating Global and Thailand Sustainability and Climate Opportunities” โดย คุณชยาธร ฉันท์เรืองวณิชย์ หุ้นส่วน PwC Thailand

ดร.ภิรตา ภักดีสัตยพงศ์ หุ้นส่วนที่ปรึกษา บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (PwC) ให้ข้อมูลว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ไม่ได้เป็นเพียงคำศัพท์ทางเทคโนโลยีที่ไกลตัวอีกต่อไป หากแต่ได้แทรกซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานของคนไทยอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ระบบอัตโนมัติในโรงงาน เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลในสำนักงาน ไปจนถึง Generative AI ที่ช่วยเขียน คิด และออกแบบงานได้ในเวลาไม่กี่วินาที การเปลี่ยนแปลงนี้สร้างทั้ง “ความหวัง” และ “ความกังวล” ควบคู่กันไป ซึ่งสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในรายงาน ผลสำรวจความหวังและความกังวลของกำลังแรงงานไทย ประจำปี 2568 ของ PwC โดยรายงานฉบับนี้เก็บข้อมูลจากแรงงานไทยกว่า 1,000 คน ครอบคลุมทุกช่วงวัยและระดับตำแหน่งงาน ภาพรวมที่ปรากฏคือ แรงงานไทยมีทัศนคติเชิงบวกต่อ AI มากกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความไม่แน่นอนและแรงกดดันซ่อนอยู่ใต้กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่โลกการทำงานยุคใหม่

หนึ่งในประเด็นสำคัญของรายงานคือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของการใช้งาน Generative AI ในที่ทำงาน แรงงานไทยที่ใช้ GenAI เป็นประจำทุกวันเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่กลุ่มที่ใช้งานเพียงเป็นครั้งคราวลดลง สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังเปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีทดลอง มาเป็นเครื่องมือทำงานหลักในหลายองค์กร

แรงงานจำนวนมากยอมรับว่า AI ช่วยยกระดับคุณภาพของงาน เพิ่มประสิทธิภาพ ลดเวลาในการทำงานซ้ำซ้อน และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้งาน AI เป็นประจำทุกวัน ซึ่งเกือบทั้งหมดระบุว่าเห็นผลลัพธ์เชิงบวกอย่างชัดเจน นี่คือสัญญาณว่าคนทำงานไทยไม่ได้เพียง “ตามทัน” เทคโนโลยี แต่กำลังเรียนรู้ที่จะใช้มันเป็นแต้มต่อในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม การใช้งาน AI ในรูปแบบที่ก้าวหน้ากว่านั้น เช่น AI agents ซึ่งสามารถตัดสินใจและทำงานได้อย่างอิสระ ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น องค์กรจำนวนมากยังคงทดลองและประเมินความเสี่ยง ทำให้การนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบยังไม่แพร่หลาย

แม้แรงงานไทยส่วนใหญ่จะรู้สึกตื่นเต้นและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ AI มากกว่ารู้สึกกังวลหรือสับสน แต่รายงานก็ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่สำคัญระหว่างกลุ่มแรงงาน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาตามระดับตำแหน่งงาน

แรงงานระดับเริ่มต้นจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกกังวลว่า AI อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในอาชีพ ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงจำนวนมากเชื่อว่า AI จะลดจำนวนงานในระดับเริ่มต้นในอนาคต ช่องว่างทางมุมมองนี้สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานไทย กล่าวคือ แม้เทคโนโลยีจะสร้างโอกาสใหม่ แต่หากไม่มีการเตรียมความพร้อมอย่างทั่วถึง ก็อาจขยายความเหลื่อมล้ำในที่ทำงานให้รุนแรงขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง แรงงานไทยจำนวนมากยังต้องเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านทักษะ ความคาดหวังในการทำงาน และภาระทางการเงิน แม้กว่าครึ่งจะได้รับการขึ้นเงินเดือนในปีที่ผ่านมา แต่ยังมีแรงงานจำนวนมากที่รายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ และรู้สึกตึงเครียดทางการเงินอย่างต่อเนื่อง

จุดแข็งที่น่าสนใจของประเทศไทยคือ ระดับความเชื่อมั่นของพนักงานต่อผู้บริหารและผู้จัดการ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ แรงงานไทยจำนวนมากรู้สึกว่าสามารถสื่อสารกับหัวหน้างานได้อย่างเปิดเผย และเชื่อว่าผู้นำใส่ใจต่อความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะคงอยู่ได้โดยอัตโนมัติ เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผู้นำองค์กรจำเป็นต้องแสดงความโปร่งใสในการนำเทคโนโลยีมาใช้ ตั้งแต่การออกแบบระบบ การกำกับดูแล ไปจนถึงความปลอดภัยของข้อมูล หากองค์กรละเลยมิติด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบ ความไว้วางใจที่สะสมมาอาจสั่นคลอนได้ง่าย

ทักษะ อนาคต และคำถามที่ต้องตอบร่วมกัน

รายงานของ PwC สะท้อนว่าแรงงานไทยจำนวนมากรู้สึกว่าสามารถควบคุมผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่องานของตนได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มที่รู้สึกว่าตนเองแทบไม่มีอำนาจต่อรอง การลงทุนในการยกระดับทักษะ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการสร้างระบบสนับสนุนที่เข้าถึงได้ จึงไม่ใช่เพียง “สวัสดิการเสริม” แต่เป็นหัวใจของความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ท้ายที่สุด การมาถึงของ AI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี หากแต่เป็นเรื่องของ “คน” และ “การออกแบบอนาคตการทำงาน” คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์หรือไม่ แต่คือ เราจะทำอย่างไรให้แรงงานไทยทุกกลุ่มสามารถเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีได้อย่างมั่นคง เป็นธรรม และยั่งยืน

ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าจะรอใคร การสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรม ความเป็นอยู่ที่ดี และความไว้วางใจ อาจเป็นคำตอบสำคัญที่สุดของตลาดแรงงานไทยในทศวรรษข้างหน้า สามารถอ่านรายงานได้ที่ https://www.pwc.com/th/en/research-and-insights/hopes-and-fears-2025-th.html

นอกจากนี้ ยังมีวิทยากรชั้นนำมาร่วมอัปเดตความรู้ให้แก่เหล่าผู้นำยุคดิจิทัล โดยมี คุณอรอุมา มั่นศิลป์  ผู้บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เนชั่นแนล ดิจิทัล ไอดี จำกัด บรรยาย “NDID: Digital Identity for All” ต่อด้วยหัวข้อ “Next Generation Digital ID” โดย คุณปกรณ์ ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟีนีม่า จำกัด และปิดท้ายอย่างเข้มข้นในหัวข้อ “Quantum Computing: The New Frontier” โดย ดร.จิรวัฒน์ ตั้งปณิธานนท์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ควอนตัม เทคโนโลยี ฟาวเดชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

depa มุ่งยกระดับศักยภาพผู้นำไทย เพื่อขับเคลื่อนองค์กร สังคม และประเทศชาติด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างรอบด้าน

Comments (0)

ชลิต อินดัสทรี ผนึก ประมงจังหวัดสมุทรสาคร จัดกิจกรรม “ชลิต อินดัสทรี รักษ์เล ปี 4” ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ

Posted on 19 มีนาคม 2026 by admin

     บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้แบรนด์ “POP” ร่วมกับ จังหวัดสมุทรสาคร โดยสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร จัดกิจกรรมเพื่อสังคม ภายใต้โครงการ “ชลิต อินดัสทรี รักษ์เล ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อร่วมฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและเสริมสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศชายฝั่ง

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ ศูนย์เรียนรู้และปฏิบัติการอนุรักษ์ชายฝั่งและสิ่งแวดล้อมฝั่งตะวันตกมหาชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำในแหล่งธรรมชาติ สนับสนุนอาชีพประมงพื้นบ้าน เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลแก่ทุกภาคส่วน โดยได้รับเกียรติจาก นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัด เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย  นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด และ ดร.อัจฉรีย์ งามพร้อมสกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร ตลอดจนคณะผู้บริหารบริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด นำทีมพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมในครั้งนี้ โดยภายในงานมีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ประกอบด้วย กุ้งกุลาดำ จำนวน 200,000 ตัว และปูทะเล จำนวน 10,000 ตัว ซึ่งเพาะขยายพันธุ์โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสมุทรสาคร

นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ หน่วยงานท้องถิ่น ผู้นำชุมชน เกษตรกร  ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัดสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร ร่วมแรงร่วมใจปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเล และสร้างสมดุลให้ระบบนิเวศชายฝั่งอย่างยั่งยืน

นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ มุ่งมั่นดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง กิจกรรม “ชลิต อินดัสทรี รักษ์เล ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ”ในปีที่ 4 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของบริษัทฯ ในการร่วมส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างความสมดุลให้ระบบนิเวศชายฝั่ง อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่ดีที่บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และชุมชนท้องถิ่นในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม พร้อมทั้งรณรงค์ให้พนักงานและประชาชนในพื้นที่ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน   ขอขอบคุณจังหวัดสมุทรสาร สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร รวมถึงทุกหน่วยงานและทุกองค์กรที่มีส่วนร่วมสนับสนุนและผลักดันให้เกิดกิจกรรมดีๆ เช่นนี้ขึ้น

ด้าน นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศและรักษาสมดุลของแหล่งน้ำธรรมชาติ ไม่เพียงช่วยเพิ่มจำนวนประชากรสัตว์น้ำ แต่ยังส่งเสริมความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ทำให้สิ่งมีชีวิตในห่วงโซ่อาหารสามารถดำรงอยู่ได้อย่างสมดุล เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติยังคงอยู่คู่กับคนรุ่นหลังอย่างยั่งยืน และกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่องของจังหวัดสมุทรสาคร ภายใต้มาตรการที่ 7 การฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งมุ่งเน้นการสำรวจแหล่งน้ำต่าง ๆ และดำเนินกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศทางน้ำ ลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่ส่งผลต่อสัตว์น้ำพื้นถิ่น และช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาชีพประมงของประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ จังหวัดสมุทรสาคร โดยสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร และบริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ยังคงมุ่งมั่นบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชนและประชาชน เพื่อขับเคลื่อนการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรประมงให้เกิดความยั่งยืนต่อไป.

Comments (0)

รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ชวนคนไทยร่วมบุญติดโซล่าเซลล์ลดค่าไฟ สร้างอนาคตเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน…

Posted on 13 มีนาคม 2026 by admin

         โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ภายใต้มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จัดโครงการ  “ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์)” เพื่อบริหารจัดการพลังงาน
ลดภาระค่าไฟฟ้า และนำงบฯมาพัฒนาการเรียนการสอนให้กับน้องๆ ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติกอย่างต่อเนื่อง โครงการฯนี้มุ่งลดการใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมดูแลระบบไฟฟ้าและความปลอดภัยภายในโรงเรียน ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ยั่งยืนในระยะยาวจึงขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นพลังสำคัญสนับสนุนโครงการด้วยการบริจาคผ่านธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี
591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์หรือบริจาคผ่านระบบ e-Donation สอบถามรายละเอียด โทร. 092-739-0990 ใบเสร็จสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้

         นางสาววรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ กล่าวว่า โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เป็นหน่วยงานภายใต้การบริหารของ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2550 เพื่อจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและฝึกอาชีพให้แก่เด็กพิเศษ  เช่น เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก อายุระหว่าง 7–30 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะวิชาชีพ ทักษะทางสังคม และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนและบุคลากรรวมกว่า 200 คน ส่งผลให้มีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าตลอดทั้งวัน ทั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง เครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สื่อการสอน ระบบอินเทอร์เน็ต ตลอดจนระบบเสียงและอุปกรณ์สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการจัดการเรียนการสอนและการบริหารงาน  ทั้งนี้การใช้ไฟฟ้าไม่ได้จำกัดเฉพาะในห้องเรียน แต่ครอบคลุมถึงอาคารและพื้นที่ใช้งานทั้งหมด โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางวันซึ่งเป็นช่วงที่มีการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนเป็นภาระงบประมาณจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ทางโรงเรียนฯ จึงให้ความสำคัญในการหาแนวทางลดต้นทุนด้านพลังงานอย่างจริงจัง

ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์จึงจัดโครงการ “ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์)” ขึ้นเพื่อใช้พลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ภายในโรงเรียน
ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว ควบคุมการใช้พลังงานและระบบความปลอดภัยไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สอดคล้องกับนโยบายด้านการอนุรักษ์พลังงานขององค์กร

โครงการฯ ดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อให้งบประมาณที่ประหยัดได้สามารถนำกลับมาสร้างโอกาสพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กพิเศษในทุกมิติ ตามเจตนารมณ์ของมูลนิธิฯ ที่มุ่งส่งเสริมพัฒนาการและศักยภาพของเด็กฯอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น จึงขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุนโครงการการติดติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ บริจาคผ่านธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ หรือผ่านระบบ
e donation โดยสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายลละเอียดเพิ่มเติมโทร 092 739 0990

Comments (0)

เรื่องล่าสุด