Archive | ข่าว

สร้างการเรียนรู้เด็กผ่าน “Sensory Stimulation Room” ยกระดับพัฒนาการเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน

Posted on 24 เมษายน 2026 by admin

          การพัฒนาเด็กในช่วงปฐมวัยถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็น “จุดเริ่มต้นที่สำคัญของชีวิต” หากเด็กได้รับการส่งเสริมอย่างเหมาะสม ย่อมเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ทั้งด้านความรู้ ความคิด และการใช้ชีวิตในสังคม เด็กๆเรียนรู้โลกผ่านประสาทสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส หรือการเคลื่อนไหว อย่างไรก็ตามยังมีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความต้องการด้านการเรียนรู้เป็นพิเศษ เช่นเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา และกลุ่มออทิสติก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลและพัฒนาอย่างเหมาะสม โดยพบว่าในอดีตเด็กออทิสติกอาจพบได้น้อย แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อมูลการศึกษาทางระบาดวิทยาในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พบว่าความชุกเฉลี่ยประมาณ 4.8 คนต่อประชากร 2,000 คน

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกลุ่มงานฟื้นฟูสมรรถภาพ สถาบันราชานูกุล ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้บริการทางด้านกิจกรรมบำบัดในเด็กที่มีปัญหาด้านสติปัญญาและพัฒนาการล่าช้า มีผู้ที่ภาวะออทิสติกเพิ่มขึ้น จำนวนเฉลี่ยเดือนละ 30 ราย ซึ่งเด็กที่มีภาวะออทิสติกจะมีปัญหาหลักๆ ด้วยกัน 3 ด้าน ได้แก่ 1.) พัฒนาทางภาษาล่าช้า 2.) พัฒนาทางสังคมช้า และ3.) พฤติกรรมซ้ำที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กออทิสติก (รายงานวิจัยเรื่อง “ผลของการบำบัดรักษาทางกิจกรรมบำบัดโดยใช้เทคนิค สโนซีเล็น ที่มีต่อการลดพฤติกรรมซ้ำในเด็กออทิสติกของสถาบันราชานุกูล, 2554 ) และเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มักเผชิญกับภาวะความผิดปกติของการบูรณาการประสาทสัมผัส ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์ สมาธิ และพฤติกรรมการเรียนรู้  “ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กพิเศษคือ ปัญหาการบกพร่องทางการทำงานของสมองด้านประสาทสัมผัสทั้ง 7 (มองเห็น, ได้ยิน, สัมผัส, ได้กลิ่น, รับรส, ทรงตัว, ข้อต่อ) ซึ่งเปรียบได้ว่าเป็นฐานอันดับล่างสุดของการพัฒนาศักยภาพเด็กที่มีความบกพร่อง ส่งผลให้เด็กไม่สามารถพัฒนาไปสู่ขั้นต่อไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้ส่งผลออกมาในด้านการแสดงออก การควบคุมอารมณ์ และการเคลื่อนไหวได้” (น.ส.กนกนุช ป้อมน้อย: การออกแบบพื้นที่ปรับสภาพแวดล้อมเพื่อกระตุ้นการรับรู้ประสาทสัมผัสของเด็กพิเศษ(กรณีศึกษาโรงเรียนอนุบาลรัตนบุรี จ.สุรินทร์) 2561)

โดยเด็กในกลุ่มนี้มี ต้องการการเรียนรู้ที่แตกต่างออกไปจากเด็กปกติทั่วๆไป เพื่อให้เกิดการเริ่มต้นพัฒนาอย่างถูกวิธีตั้งแต่ต้นก็จะสามารถช่วยให้เขาได้พัฒนาได้ดียิ่งขึ้น ทั้งด้านสมาธิ อารมณ์ และพฤติกรรมการเรียนรู้ในระยะยาวต่อไป และด้วยความจำเป็นและความต้องการที่แตกต่าง “ห้อง Sensory Stimulation Room” จึงเกิดขึ้นโดยโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ซึ่งเปิดสอนในระดับชั้นประถมศึกษาถึงระดับชั้นมัธยมศึกษา

          นางสาววรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เผยถึงความสำคัญและความจำเป็นของห้อง “Sensory Stimulation Room” หรือห้องกระตุ้นประสาทสัมผัสต่างๆ ของเด็ก เช่น การมองเห็น แสง สี การฟังเสียง การสัมผัสเนื้อผิวต่างๆ รวมถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยใช้อุปกรณ์เฉพาะทางที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่นและประสบการณ์ตรง ทั้งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยส่งเสริมพัฒนาการเด็กในหลายด้าน โดยเฉพาะสำหรับเด็กที่มีปัญหาเรื่องพัฒนาการล่าช้า หรือความต้องการพิเศษ ผ่านการเล่นที่สนุก การเล่นของเล่นต่างๆ  อุปกรณ์กระตุ้นประสาทสัมผัส และอุปกรณ์ฝึกทักษะการทรงตัว  ในกิจกรรมทั้งหมดนี้อยู่ภายในกรอบของ Sensory Integration โดยนักกิจกรรมบำบัดจะจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้เด็กๆ ทำกิจกรรมด้วยตนเองให้มากที่สุด ออกแบบสภาพแวดล้อมให้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ที่เด็กสามารถเรียนรู้ผ่านการเล่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ สู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้

พร้อมกันนี้ ห้องกระตุ้นประสาทสัมผัส (Sensory Stimulation Room) มีความสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กพิเศษอย่างรอบด้าน ทั้งการกระตุ้นการเรียนรู้และสมาธิ ช่วยให้เด็กสามารถจดจ่อและเข้าใจสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น การฝึกควบคุมตนเองและจัดการอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม ตลอดจนการพัฒนาทักษะด้านร่างกายและภาษา ทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ การทรงตัว และการสื่อสาร นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้เด็กเกิดความผ่อนคลาย ลดพฤติกรรมก้าวร้าว และเป็น พื้นที่ปลอดภัย” (Safe Zone) สำหรับการเรียนรู้ ปัจจุบันห้องดังกล่าวจะรองรับเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษในความดูแลของโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ จำนวน 170 คน โดยเด็กๆ จะได้เรียนรู้ผ่านอุปกรณ์มาตรฐานที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 7 ด้าน ควบคู่กับกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างการรับรู้ การควบคุมอารมณ์ และพัฒนาการทางร่างกายอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ สร้างความสนุกสนาน และเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่สงบและปลอดภัย ที่เป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาเด็กอย่างยั่งยืน

และยังได้รับเกียรติจากเซเลปสาวที่มีจิตกุศล ได้ช่วยเหลือเด็กพิเศษเหล่านี้เสมอมา…

          คุณน้ำอบ – ม.ล. อรณิช กิติยากร กล่าวถึงความสำคัญของการให้ว่า อาจเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ แต่สามารถเปลี่ยนชีวิตใครบางคนได้อย่างยิ่งใหญ่ น้ำอบขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสนับสนุนการสร้างห้องกระตุ้นประสาทสัมผัส (Sensory Stimulation Room) นี้เพื่อให้น้องๆเด็กพิเศษได้มีพื้นที่ในการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพอย่างเหมาะสม เพราะทุกโอกาสที่เรามอบให้ คือก้าวสำคัญของอนาคตพวกเขา เชื่อว่าเด็กทุกคนควรได้รับโอกาสในการเติบโตอย่างเท่าเทียม ห้องพัฒนาการเด็กพิเศษจึงเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการ ทักษะและความมั่นใจให้กับเด็กๆ ขอเป็นอีกหนึ่งเสียงในการเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าไปพร้อมกันนะคะ”

ทั้งนี้ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ร่วมเป็นพลังสำคัญในการ “เปลี่ยนโอกาสเล็กๆ ให้กลายเป็นอนาคตที่ยิ่งใหญ่” ของน้องๆ ร่วมบริจาคเงินพัฒนาห้อง Sensory Stimulation Room  หรือสิ่งของจำเป็นต่างๆ ได้ที่ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี “โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์” หรือผ่านระบบ e-Donation ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 092-739-0990

“เพราะทุกการให้ของคุณ…คือพลังที่ทำให้เด็กพิเศษได้เติบโตอย่างยั่งยืนและเท่าเทียม”

Comments (0)

สยามโกลบอลเฮ้าส์ สนับสนุนโอกาสดีๆให้น้องๆ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์

Posted on 11 เมษายน 2026 by admin

นางสาวกชพรรณ สืบสมบัติ รองผู้อำนวยการฝ่ายขาย สาขาชลบุรี (ที่3จากซ้าย) บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โกลบอลเฮ้าส์” ผู้นำศูนย์รวมวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งบ้านแบบครบวงจร มอบการสนับสนุนเพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กพิเศษ โดยมีนางสาววรรณวนัช กันพรม (ยืนขวาสุด) ผู้จัดการ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน รวมถึงการยกระดับสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของนักเรียนให้มีความเหมาะสมให้กับน้องๆ ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก ช่วยเติมเต็มโอกาส สร้างรอยยิ้มและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้กับเด็กพิเศษ
ณ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ จ.ชลบุรี  เมื่อเร็วๆนี้

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุนช่วยเหลือน้องๆเด็กพิเศษ ผ่านการบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็น ได้ที่ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ หรือผ่านระบบ
e donation โดยสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 092 739 0990

Comments (0)

“อาชีวะอาสา” ว.การอาชีพบ้านแพ้ว จับมือ ชลิต อินดัสทรีฯ ตรวจรถฟรี! ลดอุบัติเหตุสงกรานต์ 7 วันอันตราย 10–16 เม.ย. 69

Posted on 09 เมษายน 2026 by admin

แม้บรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ปีนี้อาจไม่คึกคักเท่าทุกปี จากปัจจัยราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นและภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังคงเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่คนไทยจำนวนมากเตรียมเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม การจราจรที่หนาแน่นในช่วงเทศกาลยังคงมาพร้อมความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุบนท้องถนน

เพื่อร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยางอะไหล่รถยนต์ ภายใต้แบรนด์ “POP” จัดโครงการ “ชลิต อินดัสทรี ขับขี่ปลอดภัย ตรวจเช็คก่อนสตาร์ท” ชวนประชาชนเช็กรถก่อนเดินทาง สงกรานต์กลับบ้านปลอดภัย พร้อมสนับสนุนกิจกรรม “อาชีวะ-ขนส่งอาสาช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2569” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

ในปีนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมสนับสนุนโครงการ “อาชีวะ-ขนส่งอาสาช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2569”  ซึ่งดำเนินการโดยวิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร  ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์เบื้องต้นให้แก่ประชาชน ฟรี! พร้อมทีมช่างอาสาและบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน เพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุในช่วง 7 วันอันตราย  เปิดให้บริการทุกวันระหว่างวันที่ 10–16 เมษายน 2569 เวลา 06.00–18.00 น. ณ สถานีบริการน้ำมัน ปตท.บ้านแพ้ว กม.17 แยกกระโจม ต.บ้านแพ้ว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร

โอกาสนี้ นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ได้มอบวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการตรวจซ่อมบำรุงรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อสนับสนุนโครงการ “อาชีวะ-ขนส่งอาสา รณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569” โดยมี นายฐิติปกรณ์ ภคุโล ผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว เป็นผู้รับมอบ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ครู และตัวแทนนักเรียน นักศึกษา ณ ห้องประชุมอาคารวิทยบริการ วิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว

          นายฐิติปกรณ์ ภคุโล เปิดเผยว่า วิทยาลัยฯ ได้นำนักเรียน นักศึกษาสาขาช่างยนต์ ร่วมเป็นทีมช่างอาสา ให้บริการตรวจสภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมซ่อมแซมเบื้องต้นในกรณีฉุกเฉิน ภายใต้การดูแลของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ ภายในจุดบริการ มีบริการตรวจเช็ครถ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมแซมเบื้องต้น ให้คำแนะนำเส้นทาง เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนตลอดช่วง 7 วันอันตรายเทศกาลสงกรานต์  ซึ่งนอกจากช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนแล้ว ยังเป็นการช่วยเสริมสร้างทักษะวิชาชีพ ประสบการณ์จริงและปลูกฝังจิตสำนึกจิตอาสาให้กับนักเรียน นักศึกษา อาชีวะอาสาอีกด้วย

ด้าน นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กล่าวว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ไทยมมากว่า 30 ปี ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสังคมควบคู่กับธุรกิจ โดยโครงการ “ชลิต อินดัสทรี ขับขี่ปลอดภัย ตรวจเช็คก่อนสตาร์ท” มุ่งส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัย ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุในช่วงที่มีการเดินทางจำนวนมาก จึงขอเชิญชวนประชาชนเข้ารับบริการตรวจเช็ครถฟรี เพื่อให้ทุกการเดินทางช่วงสงกรานต์เป็นไปอย่างปลอดภัย

สำหรับจุดบริการ “อาชีวะ-ขนส่งอาสาช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2569”  ของวิทยาลัยการอาชีพบ้านแพ้ว ตั้งอยู่บริเวณสถานีบริการน้ำมัน ปตท.บ้านแพ้ว กม.17 แยกกระโจม ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่อสำคัญระหว่างถนนพระราม 2 และถนนเพชรเกษม มุ่งหน้าสู่จังหวัดนครปฐม ราชบุรี และเพชรบุรี โดยเป็นหนึ่งในกว่า 150 จุดบริการทั่วประเทศ ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และกรมการขนส่งทางบก โดยประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้ระหว่างวันที่ 10–16  เมษายน 2569 ณ จุดบริการใกล้เคียงทั่วประเทศ

Comments (0)

น้ำมันแพงต้องวางแผน! แนะขับทางไกลให้ประหยัด-ปลอดภัย

Posted on 08 เมษายน 2026 by admin

          ช่วงเทศกาลสงกรานต์ถือเป็นฤดูกาลแห่งการเดินทางของคนไทย หลายครอบครัวเลือกใช้รถยนต์ส่วนตัวเพื่อกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยวต่างจังหวัด อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น การขับรถทางไกลในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงเรื่องความสะดวกสบายเท่านั้น หากยังต้องคำนึงถึงทั้ง “ความประหยัดน้ำมัน” และ “ความปลอดภัย” เพื่อให้การเดินทางราบรื่นตลอดเส้นทาง ผู้ขับขี่จึงควรเตรียมความพร้อมของรถก่อนออกเดินทาง และปรับพฤติกรรมการขับขี่ เพื่อลดค่าใช้จ่ายและลดความเสี่ยงรถเสียระหว่างการเดินทาง

ข้อมูลจาก นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์มาตรฐานสากลฝีมือคนไทย ภายใต้แบรนด์ “POP” ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมากกว่า 30 ปี เปิดเผยว่า ปัญหาที่มักพบในช่วงเดินทางเทศกาลสงกรานต์คือ สภาพการจราจรติดขัดต่อเนื่อง ส่งผลให้เครื่องยนต์ทำงานหนัก เกิดความร้อนสะสมสูง ขณะเดียวกันผู้ขับขี่ก็มีโอกาสเกิดความเหนื่อยล้า ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงด้านความปลอดภัยโดยตรง

ดังนั้น การเตรียมรถให้พร้อมและวางแผนการเดินทางล่วงหน้า จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดทั้งความเสี่ยงและต้นทุน โดยเฉพาะในยุคน้ำมันแพง การวางแผนเส้นทางและตรวจเช็กรถก่อนออกเดินทาง จะช่วยให้การเดินทางมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีคำแนะนำเบื้องต้น เมื่อต้องขับรถทางไกล ยุคน้ำมันแพง ดังนี้

  1. เช็กรถก่อนเดินทาง ลดเสี่ยงรถเสียกลางทาง สิ่งสำคัญที่สุด คือเตรียมรถให้พร้อม ควรตรวจสอบระบบพื้นฐานของรถให้ครบถ้วน โดยเฉพาะระบบเบรก เช่น ผ้าเบรก น้ำมันเบรก รวมถึงแบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง ระบบไฟส่องสว่าง และระบบหล่อเย็น เพื่อให้มั่นใจว่ารถพร้อมใช้งานจริง ทั้งนี้ สาเหตุหลักของรถเสียระหว่างทางมักเกิดจากการขาดการบำรุงรักษา โดยเฉพาะระบบหล่อเย็น แบตเตอรี่ และยางรถยนต์
  2. ขับรถด้วยความเร็วคงที่ ช่วยประหยัดน้ำมันมากขึ้น หลีกเลี่ยงการเร่ง-เบรกกระชาก การขับรถด้วยความเร็วสม่ำเสมอประมาณ 80–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานมีประสิทธิภาพและใช้น้ำมันอย่างคุ้มค่า ลดการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง  ขณะที่การเร่งหรือเบรกกะทันหันบ่อยครั้ง จะทำให้รถกินน้ำมันเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
  3. ลดน้ำหนักสัมภาระ ไม่บรรทุกเกินจำเป็น ผู้ขับขี่ทางไกลควรลดน้ำหนักสัมภาระที่ไม่จำเป็น เพราะรถที่บรรทุกสัมภาระมากเกินไป จะทำให้เครื่องยนต์ต้องทำงานหนัก ส่งผลให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น จึงควรจัดสัมภาระเท่าที่จำเป็น และหลีกเลี่ยงการวางสัมภาระบนหลังคารถ เนื่องจากจะเพิ่มแรงต้านลม
  4. วางแผนเส้นทางล่วงหน้า เลี่ยงรถติด ผู้ขับขี่ควรวางแผนการเดินทาง และศึกษาเส้นทางให้ดีก่อนออกเดินทาง และเลือกเส้นทางที่ลดการจราจรติดขัด การศึกษาสภาพการจราจรล่วงหน้าจะช่วยลดการติดขัดบนท้องถนน โดยผู้ขับขี่สามารถใช้แอปพลิเคชันนำทาง เช่น Google Maps เพื่อเลือกเส้นทางที่เหมาะสมและหลีกเลี่ยงจุดที่มีการจราจรหนาแน่น จะช่วยลดเวลาและประหยัดน้ำมัน
  5. ตรวจสภาพยางและลมยางให้เหมาะสม ยางรถยนต์มีผลโดยตรงต่อทั้งความปลอดภัยและการประหยัดน้ำมัน ควรตรวจสอบดอกยางให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และเติมลมยางตามค่ามาตรฐาน ลมยางที่เหมาะสมช่วยลดแรงต้าน และดอกยางที่ดีช่วยการยึดเกาะถนน ส่วนลมยางที่อ่อนเกินไปจะเพิ่มแรงต้าน ทำให้รถกินน้ำมันมากขึ้นและยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการสึกหรอของยางเร็วกว่าปกติดังนั้น ควรตรวจเช็กลมยางให้เหมาะสมตามค่ามาตรฐานก่อนเดินทางทุกครั้ง
  6. วางแผนเติมน้ำมันให้เพียงพอ ผู้ขับขี่ทางไกลควรเติมน้ำมันให้เต็มถังก่อนออกเดินทาง และไม่ปล่อยให้น้ำมันอยู่ในระดับต่ำเกินไป โดยควรเติมเมื่อน้ำมันเหลือประมาณ 1/4 ถัง แต่ในปัจจุบันในยุคที่น้ำมันแพงและอาจขาดแคลน หรือมีปั๊มน้ำมันไม่เพียงพอในบางพื้นที่ ผู้ขับขี่ควรเติมเมื่อน้ำมันเริ่มพร่องถัง เพื่อช่วยให้การเดินทางราบรื่นไม่สะดุด และหากเกิดเหตุฉุกเฉินน้ำมันใกล้หมดถัง ควรรีบวางแผนหาปั๊มใกล้ที่สุด ไม่ควรฝืนขับจนน้ำมันหมดถัง เพราะอาจส่งผลกระทบต่อระบบเชื้อเพลิงและความปลอดภัย
  7. ในกรณีฉุกเฉิน หากรถเสียระหว่างทาง ควรจอดรถในจุดที่ปลอดภัย เปิดไฟฉุกเฉิน และตั้งป้ายเตือนให้รถคันอื่นมองเห็นได้ชัด หลีกเลี่ยงการจอดในจุดอับสายตาหรือทางโค้ง และไม่ควรซ่อมรถเองหากไม่มีความพร้อม นอกจากนี้ ควรมีอุปกรณ์ฉุกเฉินติดรถ เช่น สายพ่วงแบตเตอรี่ ไฟฉาย ป้ายสะท้อนแสง ยางอะไหล่ และเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน

          นายชวิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเดินทางไกลในช่วงเทศกาลให้ปลอดภัย  ควรเริ่มต้นตั้งแต่การเตรียมรถให้พร้อม วางแผนเส้นทางล่วงหน้า และปรับพฤติกรรมการขับขี่ให้เหมาะสม เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้การเดินทางราบรื่น ประหยัด และปลอดภัยตลอดเส้นทาง

“การเดินทางที่ดีไม่ใช่แค่ไปถึง แต่ต้องปลอดภัยและคุ้มค่า การเตรียมตัวล่วงหน้าช่วยลดทั้งความเสี่ยงและค่าใช้จ่าย ชลิต อินดัสทรีฯ ในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี มุ่งพัฒนาชิ้นส่วนยานยนต์คุณภาพ เพื่อเสริมความมั่นใจในทุกการเดินทาง ชิ้นส่วน POP ของเราอาจไม่ได้อยู่ในรถของคุณ แต่เราอยู่ใต้รถของคุณเสมอ ทุกชิ้นส่วนถูกออกแบบเพื่อให้รถพร้อมใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ” นายชวิศ กล่าว

ทั้งนี้ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ยังคงเดินหน้าพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนยานยนต์คุณภาพสูง ภายใต้แบรนด์ “POP” อย่างต่อเนื่อง โดยมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 6,000 รายการ อาทิ ยางรองแท่นเครื่อง เพลากลาง กันฝุ่นเพลาขับ และบู๊ชปีกนก ครอบคลุมการใช้งานตั้งแต่รถยนต์ส่วนบุคคลไปจนถึงรถเพื่อการพาณิชย์ โดยผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ร้านอะไหล่รถยนต์ชั้นนำ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ  หรือเว็บไซต์ https://chalitindustry.comโทร. 02-802-6400 และอีเมล info@chalitindustry.com

Comments (0)

Digital CEO รุ่นที่ 9 เรียนรู้ผ่านองค์กรชั้นนำระดับโลก PwC Thailand อัปเดตมุมมองและเทคโนโลยีดิจิทัล

Posted on 21 มีนาคม 2026 by admin

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) โดย ดร.จักกนิตต์ คณานุรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการพัฒนากำลังคนดิจิทัล และผศ.(พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ที่ปรึกษาหลักสูตรฯ นำคณะผู้อบรมหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital CEO) รุ่นที่ 9 เรียนรู้ผ่านองค์กรชั้นนำระดับโลก PwC Thailand พร้อมเสริมองค์ความรู้จากวิทยากรชั้นนำ เพื่ออัปเดตเทรนด์ให้แก่ผู้นำยุคดิจิทัล ณ อาคารบางกอกซิตี้ทาวเวอร์ ถนนสาทรใต้ เมื่อเร็วๆนี้

ในการนี้ คุณพิสิฐ ทางธนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด (PwC Thailand) ได้มาต้อนรับผู้อบรมหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลรุ่นที่ 9 พร้อมบรรยายพิเศษเรื่อง “29th Global CEO Survey : Leading through uncertainty in the age of AI” ต่อด้วยการบรรยาย “กลยุทธ์การพัฒนาคนในองค์กรรองรับยุคดิจิทัล” โดย ดร.ภิรตา ภักดีสัตยพงศ์ หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ในหัวข้อ “Navigating Global and Thailand Sustainability and Climate Opportunities” โดย คุณชยาธร ฉันท์เรืองวณิชย์ หุ้นส่วน PwC Thailand

ดร.ภิรตา ภักดีสัตยพงศ์ หุ้นส่วนที่ปรึกษา บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (PwC) ให้ข้อมูลว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ไม่ได้เป็นเพียงคำศัพท์ทางเทคโนโลยีที่ไกลตัวอีกต่อไป หากแต่ได้แทรกซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานของคนไทยอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ระบบอัตโนมัติในโรงงาน เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลในสำนักงาน ไปจนถึง Generative AI ที่ช่วยเขียน คิด และออกแบบงานได้ในเวลาไม่กี่วินาที การเปลี่ยนแปลงนี้สร้างทั้ง “ความหวัง” และ “ความกังวล” ควบคู่กันไป ซึ่งสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในรายงาน ผลสำรวจความหวังและความกังวลของกำลังแรงงานไทย ประจำปี 2568 ของ PwC โดยรายงานฉบับนี้เก็บข้อมูลจากแรงงานไทยกว่า 1,000 คน ครอบคลุมทุกช่วงวัยและระดับตำแหน่งงาน ภาพรวมที่ปรากฏคือ แรงงานไทยมีทัศนคติเชิงบวกต่อ AI มากกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความไม่แน่นอนและแรงกดดันซ่อนอยู่ใต้กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่โลกการทำงานยุคใหม่

หนึ่งในประเด็นสำคัญของรายงานคือ การเติบโตอย่างรวดเร็วของการใช้งาน Generative AI ในที่ทำงาน แรงงานไทยที่ใช้ GenAI เป็นประจำทุกวันเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่กลุ่มที่ใช้งานเพียงเป็นครั้งคราวลดลง สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังเปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีทดลอง มาเป็นเครื่องมือทำงานหลักในหลายองค์กร

แรงงานจำนวนมากยอมรับว่า AI ช่วยยกระดับคุณภาพของงาน เพิ่มประสิทธิภาพ ลดเวลาในการทำงานซ้ำซ้อน และกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้งาน AI เป็นประจำทุกวัน ซึ่งเกือบทั้งหมดระบุว่าเห็นผลลัพธ์เชิงบวกอย่างชัดเจน นี่คือสัญญาณว่าคนทำงานไทยไม่ได้เพียง “ตามทัน” เทคโนโลยี แต่กำลังเรียนรู้ที่จะใช้มันเป็นแต้มต่อในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม การใช้งาน AI ในรูปแบบที่ก้าวหน้ากว่านั้น เช่น AI agents ซึ่งสามารถตัดสินใจและทำงานได้อย่างอิสระ ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น องค์กรจำนวนมากยังคงทดลองและประเมินความเสี่ยง ทำให้การนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบยังไม่แพร่หลาย

แม้แรงงานไทยส่วนใหญ่จะรู้สึกตื่นเต้นและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ AI มากกว่ารู้สึกกังวลหรือสับสน แต่รายงานก็ชี้ให้เห็นความแตกต่างที่สำคัญระหว่างกลุ่มแรงงาน โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาตามระดับตำแหน่งงาน

แรงงานระดับเริ่มต้นจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกกังวลว่า AI อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในอาชีพ ขณะที่ผู้บริหารระดับสูงจำนวนมากเชื่อว่า AI จะลดจำนวนงานในระดับเริ่มต้นในอนาคต ช่องว่างทางมุมมองนี้สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานไทย กล่าวคือ แม้เทคโนโลยีจะสร้างโอกาสใหม่ แต่หากไม่มีการเตรียมความพร้อมอย่างทั่วถึง ก็อาจขยายความเหลื่อมล้ำในที่ทำงานให้รุนแรงขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง แรงงานไทยจำนวนมากยังต้องเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านทักษะ ความคาดหวังในการทำงาน และภาระทางการเงิน แม้กว่าครึ่งจะได้รับการขึ้นเงินเดือนในปีที่ผ่านมา แต่ยังมีแรงงานจำนวนมากที่รายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ และรู้สึกตึงเครียดทางการเงินอย่างต่อเนื่อง

จุดแข็งที่น่าสนใจของประเทศไทยคือ ระดับความเชื่อมั่นของพนักงานต่อผู้บริหารและผู้จัดการ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ แรงงานไทยจำนวนมากรู้สึกว่าสามารถสื่อสารกับหัวหน้างานได้อย่างเปิดเผย และเชื่อว่าผู้นำใส่ใจต่อความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะคงอยู่ได้โดยอัตโนมัติ เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ผู้นำองค์กรจำเป็นต้องแสดงความโปร่งใสในการนำเทคโนโลยีมาใช้ ตั้งแต่การออกแบบระบบ การกำกับดูแล ไปจนถึงความปลอดภัยของข้อมูล หากองค์กรละเลยมิติด้านจริยธรรมและความรับผิดชอบ ความไว้วางใจที่สะสมมาอาจสั่นคลอนได้ง่าย

ทักษะ อนาคต และคำถามที่ต้องตอบร่วมกัน

รายงานของ PwC สะท้อนว่าแรงงานไทยจำนวนมากรู้สึกว่าสามารถควบคุมผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่องานของตนได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มที่รู้สึกว่าตนเองแทบไม่มีอำนาจต่อรอง การลงทุนในการยกระดับทักษะ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการสร้างระบบสนับสนุนที่เข้าถึงได้ จึงไม่ใช่เพียง “สวัสดิการเสริม” แต่เป็นหัวใจของความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ท้ายที่สุด การมาถึงของ AI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี หากแต่เป็นเรื่องของ “คน” และ “การออกแบบอนาคตการทำงาน” คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์หรือไม่ แต่คือ เราจะทำอย่างไรให้แรงงานไทยทุกกลุ่มสามารถเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีได้อย่างมั่นคง เป็นธรรม และยั่งยืน

ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าจะรอใคร การสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรม ความเป็นอยู่ที่ดี และความไว้วางใจ อาจเป็นคำตอบสำคัญที่สุดของตลาดแรงงานไทยในทศวรรษข้างหน้า สามารถอ่านรายงานได้ที่ https://www.pwc.com/th/en/research-and-insights/hopes-and-fears-2025-th.html

นอกจากนี้ ยังมีวิทยากรชั้นนำมาร่วมอัปเดตความรู้ให้แก่เหล่าผู้นำยุคดิจิทัล โดยมี คุณอรอุมา มั่นศิลป์  ผู้บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เนชั่นแนล ดิจิทัล ไอดี จำกัด บรรยาย “NDID: Digital Identity for All” ต่อด้วยหัวข้อ “Next Generation Digital ID” โดย คุณปกรณ์ ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟีนีม่า จำกัด และปิดท้ายอย่างเข้มข้นในหัวข้อ “Quantum Computing: The New Frontier” โดย ดร.จิรวัฒน์ ตั้งปณิธานนท์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ควอนตัม เทคโนโลยี ฟาวเดชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

depa มุ่งยกระดับศักยภาพผู้นำไทย เพื่อขับเคลื่อนองค์กร สังคม และประเทศชาติด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างรอบด้าน

Comments (0)

ชลิต อินดัสทรี ผนึก ประมงจังหวัดสมุทรสาคร จัดกิจกรรม “ชลิต อินดัสทรี รักษ์เล ปี 4” ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ

Posted on 19 มีนาคม 2026 by admin

     บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้แบรนด์ “POP” ร่วมกับ จังหวัดสมุทรสาคร โดยสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร จัดกิจกรรมเพื่อสังคม ภายใต้โครงการ “ชลิต อินดัสทรี รักษ์เล ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อร่วมฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและเสริมสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศชายฝั่ง

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ ศูนย์เรียนรู้และปฏิบัติการอนุรักษ์ชายฝั่งและสิ่งแวดล้อมฝั่งตะวันตกมหาชัย อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำในแหล่งธรรมชาติ สนับสนุนอาชีพประมงพื้นบ้าน เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และปลูกจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลแก่ทุกภาคส่วน โดยได้รับเกียรติจาก นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัด เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย  นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด และ ดร.อัจฉรีย์ งามพร้อมสกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร ตลอดจนคณะผู้บริหารบริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด นำทีมพนักงานเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมในครั้งนี้ โดยภายในงานมีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ประกอบด้วย กุ้งกุลาดำ จำนวน 200,000 ตัว และปูทะเล จำนวน 10,000 ตัว ซึ่งเพาะขยายพันธุ์โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสมุทรสาคร

นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ หน่วยงานท้องถิ่น ผู้นำชุมชน เกษตรกร  ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัดสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร ร่วมแรงร่วมใจปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเล และสร้างสมดุลให้ระบบนิเวศชายฝั่งอย่างยั่งยืน

นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ มุ่งมั่นดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง กิจกรรม “ชลิต อินดัสทรี รักษ์เล ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ”ในปีที่ 4 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของบริษัทฯ ในการร่วมส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างความสมดุลให้ระบบนิเวศชายฝั่ง อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่ดีที่บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และชุมชนท้องถิ่นในการทำกิจกรรมเพื่อสังคม พร้อมทั้งรณรงค์ให้พนักงานและประชาชนในพื้นที่ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลและฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน   ขอขอบคุณจังหวัดสมุทรสาร สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร รวมถึงทุกหน่วยงานและทุกองค์กรที่มีส่วนร่วมสนับสนุนและผลักดันให้เกิดกิจกรรมดีๆ เช่นนี้ขึ้น

ด้าน นายเผดิม รอดอินทร์ ประมงจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการฟื้นฟูระบบนิเวศและรักษาสมดุลของแหล่งน้ำธรรมชาติ ไม่เพียงช่วยเพิ่มจำนวนประชากรสัตว์น้ำ แต่ยังส่งเสริมความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ทำให้สิ่งมีชีวิตในห่วงโซ่อาหารสามารถดำรงอยู่ได้อย่างสมดุล เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติยังคงอยู่คู่กับคนรุ่นหลังอย่างยั่งยืน และกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่องของจังหวัดสมุทรสาคร ภายใต้มาตรการที่ 7 การฟื้นฟูระบบนิเวศ ซึ่งมุ่งเน้นการสำรวจแหล่งน้ำต่าง ๆ และดำเนินกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อสร้างความสมดุลให้กับระบบนิเวศทางน้ำ ลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่ส่งผลต่อสัตว์น้ำพื้นถิ่น และช่วยเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาชีพประมงของประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ จังหวัดสมุทรสาคร โดยสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสาคร และบริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ยังคงมุ่งมั่นบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชนและประชาชน เพื่อขับเคลื่อนการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรประมงให้เกิดความยั่งยืนต่อไป.

Comments (0)

รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ชวนคนไทยร่วมบุญติดโซล่าเซลล์ลดค่าไฟ สร้างอนาคตเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน…

Posted on 13 มีนาคม 2026 by admin

         โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ ภายใต้มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จัดโครงการ  “ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์)” เพื่อบริหารจัดการพลังงาน
ลดภาระค่าไฟฟ้า และนำงบฯมาพัฒนาการเรียนการสอนให้กับน้องๆ ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติกอย่างต่อเนื่อง โครงการฯนี้มุ่งลดการใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมดูแลระบบไฟฟ้าและความปลอดภัยภายในโรงเรียน ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ยั่งยืนในระยะยาวจึงขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นพลังสำคัญสนับสนุนโครงการด้วยการบริจาคผ่านธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี
591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์หรือบริจาคผ่านระบบ e-Donation สอบถามรายละเอียด โทร. 092-739-0990 ใบเสร็จสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้

         นางสาววรรณวนัช กันพรม ผู้จัดการโรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ กล่าวว่า โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ เป็นหน่วยงานภายใต้การบริหารของ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2550 เพื่อจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและฝึกอาชีพให้แก่เด็กพิเศษ  เช่น เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติก อายุระหว่าง 7–30 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะวิชาชีพ ทักษะทางสังคม และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

ปัจจุบันโรงเรียนมีนักเรียนและบุคลากรรวมกว่า 200 คน ส่งผลให้มีความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าตลอดทั้งวัน ทั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง เครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สื่อการสอน ระบบอินเทอร์เน็ต ตลอดจนระบบเสียงและอุปกรณ์สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการจัดการเรียนการสอนและการบริหารงาน  ทั้งนี้การใช้ไฟฟ้าไม่ได้จำกัดเฉพาะในห้องเรียน แต่ครอบคลุมถึงอาคารและพื้นที่ใช้งานทั้งหมด โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางวันซึ่งเป็นช่วงที่มีการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนเป็นภาระงบประมาณจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ทางโรงเรียนฯ จึงให้ความสำคัญในการหาแนวทางลดต้นทุนด้านพลังงานอย่างจริงจัง

ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์จึงจัดโครงการ “ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์)” ขึ้นเพื่อใช้พลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ภายในโรงเรียน
ลดค่าใช้จ่ายระยะยาว ควบคุมการใช้พลังงานและระบบความปลอดภัยไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สอดคล้องกับนโยบายด้านการอนุรักษ์พลังงานขององค์กร

โครงการฯ ดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เพื่อให้งบประมาณที่ประหยัดได้สามารถนำกลับมาสร้างโอกาสพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตเด็กพิเศษในทุกมิติ ตามเจตนารมณ์ของมูลนิธิฯ ที่มุ่งส่งเสริมพัฒนาการและศักยภาพของเด็กฯอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น จึงขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุนโครงการการติดติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ บริจาคผ่านธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 591-6-00135-5 ชื่อบัญชี โรงเรียนเด็กพิเศษคุณพ่อเรย์ หรือผ่านระบบ
e donation โดยสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ สอบถามรายลละเอียดเพิ่มเติมโทร 092 739 0990

Comments (0)

depa จัดพิธีมอบสัมฤทธิบัตรแก่ผู้สำเร็จหลักสูตรดิจิทัลจั๊มสตาร์ท (Digital Jumpstart) รุ่นที่ 3 พร้อมเวทีนำเสนอผลงานโครงการดิจิทัล

Posted on 25 กุมภาพันธ์ 2026 by admin

          depa จัดพิธีมอบสัมฤทธิบัตรแก่ 48 ผู้สำเร็จหลักสูตรดิจิทัลจั๊มสตาร์ท (Digital Jumpstart) รุ่นที่ 3 และกิจกรรมนำเสนอผลงานของผู้เข้ารับการอบรม ส่งมอบผู้บริหารรุ่นใหม่คุณภาพต่อยอดองค์ความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้พัฒนาธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศต่อไป ณ โรงแรมควีนส์แลนด์ ถนนศรีอยุธยา กรุงเทพฯ  

          พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบสัมฤทธิบัตรแก่ ผู้สำเร็จหลักสูตรดิจิทัลจั๊มสตาร์ท (Digital Jumpstart) รุ่นที่3 จำนวน 48 ราย ที่จัดโดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ก่อนที่จะร่วมรับฟังการนำเสนอผลงานของผู้เข้ารับการอบรมร่วมกับคณะผู้บริหารและผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ หม่อมราชวงศ์ จัตุมงคล โสณกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และ ประธาน Digital CEO คุณโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย คุณชัยนต์ ศรีมาศ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ดร.ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร อดีตวุฒิสมาชิกและรองประธานคณะกรรมาธิการ กมธ. การท่องเที่ยววุฒิสภา คุณภาสกร ชัยรัตน์รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม อดีตปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พลโท พงษ์ศักดิ์ หมื่นกล้าหาญ รองเสนาธิการทหารบก กองบัญชาการกองทัพบก รศ.นพ.พฤหัส ต่ออุดม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์สุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฯลฯ

พร้อมแลกเปลี่ยนทัศนะและมอบข้อเสนอแนะ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผลงาน ซึ่งจะสามารถต่อยอดไปสู่เครื่องมือเปลี่ยนผ่านประเทศด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล อีกทั้งเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมดิจิทัลในอนาคต

          ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ depa กล่าวว่า หลักสูตร Digital Jumpstart มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของผู้บริหารรุ่นใหม่ทั้งจากภาครัฐและเอกชนเพื่อให้มีความพร้อมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับประสิทธิภาพขององค์กร โดยมุ่งให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน
ในกระบวนการผลิตและบริการของภาคอุตสาหกรรมหลัก รวมถึงสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวข้ามข้อจำกัดด้านการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อันจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยให้ทัดเทียมกับนานาประเทศและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงในระยะยาวสืบไป

ด้านพลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านวิวัฒนาการเทคโนโลยีจากยุคระบบเมนเฟรมในปี 2520 สู่ยุคดิจิทัล ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินงานและการตัดสินใจในโลกยุคใหม่ อีกทั้งได้เน้นย้ำให้ผู้สำเร็จหลักสูตรนำองค์ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือที่ได้รับไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กรและประเทศชาติ อีกทั้งยังกล่าวว่าเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นกลไกสำคัญในการตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจและสนับสนุนการเติบโตของ GDP ของประเทศไทยท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นในภูมิภาค อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลไทยที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

ในการนำเสนอผลงาน ผู้เข้าร่วมหลักสูตรได้นำองค์ความรู้และทักษะด้านดิจิทัลที่ได้รับจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ตลอดระยะเวลากว่า 4 เดือน มาต่อยอดเป็นแนวคิดโครงการเพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในหลากหลายมิติ โดยแบ่งการนำเสนอออกเป็น 4 กลุ่มตามแกนเทคโนโลยีหลัก ได้แก่ กลุ่มแรก Digital Big Data นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาจราจรติดขัดบริเวณหน้าท่าเรือแหลมฉบัง ผ่านการใช้ Big Data และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการบริหารจัดการพื้นที่ สร้างแพลตฟอร์มกลางเชื่อมโยงข้อมูล และใช้ AI คำนวณและจัดสรรคิวการเข้าจอดรถให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น กลุ่มที่สอง Digital Automation นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาขยะอินทรีย์ที่ล้นเมืองและต้นทุนการขนส่งขยะที่สูงเกินความจำเป็น ด้วยเครื่องย่อยสลายขยะอัตโนมัติที่ใช้ AI และเซนเซอร์ตรวจจับสภาพการย่อยสลาย เพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็นปุ๋ยและสร้างมูลค่าทางสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังช่วยลดภาระการขนส่งไปยังบ่อฝังกลบและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อมาคือกลุ่ม Digital Access นำเสนอแนวทางยกระดับความปลอดภัยในการสื่อสารของกองทัพในภาวะวิกฤต ผ่านแอปพลิเคชัน SAP (Security and Personnel Application) ที่ผสานปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสรุปและวิเคราะห์สถานการณ์แบบเรียลไทม์บนเซิร์ฟเวอร์ของหน่วยงาน ช่วยป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลสำคัญ และสนับสนุนการตัดสินใจสั่งการของผู้บังคับบัญชาให้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ขณะที่กลุ่มสุดท้าย Digital Connect นำเสนอแนวทางรับมือปัญหาการขาดแคลนพยาบาลและภาระงานเอกสารที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ด้วยการใช้ AI Smartwatch ตรวจวัดสัญญาณชีพแบบเรียลไทม์ ร่วมกับกล้อง AI เฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง และระบบประมวลผลอัตโนมัติที่บันทึกข้อมูลสุขภาพเข้าสู่ฐานข้อมูลดิจิทัลอย่างเป็นระบบ

depa มุ่งมั่นเสริมแกร่งผู้นำดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้บริหารรุ่นใหม่ ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่สนใจเข้ารับการอบรมในหลักสูตรดิจิทัลจั๊มสตาร์ท (Digital Jumpstart) รุ่นที่4 สามารถติดตามกำหนดการเปิดรับสมัครได้ที่ www.depa.or.th

Comments (0)

เอนี่เพย์ ช่วยการศึกษาเด็กพิการ ของ ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่หนองคาย

Posted on 24 กุมภาพันธ์ 2026 by admin

นายสันทวัฒน์ สินาเจริญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการฟินเทค (Fintech) ด้านระบบรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยและมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง มอบเงินบริจาคช่วยการศึกษาแก่เด็กนักเรียนผู้พิการ โดยมี นายชิด สุขหนู ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เป็นผู้รับมอบ เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและมุ่งสู่การพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืนต่อไป ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ฯ จังหวัดหนองคาย เมื่อเร็วๆนี้

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุนช่วยเหลือน้องๆผู้พิการ ผ่านการบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็น ได้ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาหนองคาย บัญชีเลขที่ 295-6-00370-4 หรือผ่านระบบ e -Donation สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-4246-5645

Comments (0)

ชลิต อินดัสทรี ร่วมสานต่อก่ออาชีพผู้พิการ ปี 3

Posted on 17 กุมภาพันธ์ 2026 by admin

      “เราไม่ควรให้ปลาแก่เขา แต่ควรจะให้เบ็ดตกปลา และสอนให้รู้จักวิธีตกปลาจะดีกว่า”

      พระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวง รัชกาลที่ 9) เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2541 ถือเป็นหลักคิดสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่มุ่งเน้นการสร้างอาชีพ ถ่ายทอดความรู้ พัฒนาทักษะ และมอบเครื่องมือในการดำรงชีวิต เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง มากกว่าการช่วยเหลือเพียงระยะสั้น

จากแนวคิดดังกล่าว การส่งเสริมอาชีพให้กับผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา  ช่วยเหลือในระยะยาวที่แท้จริง เนื่องจากข้อจำกัดด้านร่างกาย เศรษฐกิจ และการเข้าถึงโอกาสทางการเรียนรู้ อาจเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพและการมีอาชีพในอนาคต การเปิดโอกาสทางการศึกษาอย่างเหมาะสมจึงไม่เพียงช่วยเสริมความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ แต่ยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และเปิดพื้นที่ให้ศักยภาพ ความสามารถ และคุณค่าของผู้พิการได้รับการยอมรับในสังคม

ด้วยตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว นางสุชญา ยงเห็นเจริญ รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยาง ภายใต้แบรนด์ “POP” จึงเดินหน้าจัดโครงการ “ชลิต อินดัสทรี สานต่อก่ออาชีพผู้พิการ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยมอบเงินสมทบทุนเพื่อการศึกษา พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของจำเป็น ให้แก่นักเรียนพิการประจำวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน การฝึกอาชีพ และการพัฒนาทักษะชีวิตอย่างยั่งยืน

ในการนี้ นางวิภา อรรถจารุสิทธิ์ หัวหน้าฝ่ายธุรการการเงิน วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา พร้อมด้วยคณะครูและตัวแทนนักเรียนผู้พิการ เป็นผู้แทนรับมอบ ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา เมื่อเร็ว ๆ นี้

ทั้งนี้ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา เป็นสถานศึกษาเพื่อคนพิการที่มุ่งผลิตบุคลากรด้านวิชาชีพ ฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการในทุกมิติ เพื่อพัฒนาสู่การมีงานทำ พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม จัดการเรียนการสอนให้แก่นักเรียนพิการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ พร้อมดูแลด้านที่พัก อาหาร การศึกษา และกิจกรรมเสริมทักษะชีวิต เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้พิการเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้น โดยจัดการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และมีงานทำเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน อาทิ หลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ เทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล รวมถึงหลักสูตรระยะสั้นด้านการเตรียมพื้นฐานวิชาชีพและคอมพิวเตอร์สำนักงาน ที่ผ่านมาได้ช่วยเหลือคนพิการมาแล้วมากกว่า 5,000 คน

นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด กล่าวว่า ผู้พิการมีศักยภาพในการสร้างอาชีพและสามารถก้าวสู่ความเป็น “ช่างมืออาชีพ” เพื่อเลี้ยงดูตนเองได้ไม่แพ้คนทั่วไป หากได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม บริษัทฯ จึงเดินหน้าสานต่อโครงการ “ชลิต อินดัสทรี สานต่อก่ออาชีพผู้พิการ” ปีที่ 3 สนับสนุนวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ พัทยา ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการศึกษาทักษะวิชาชีพช่าง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้พิการได้เรียนรู้เชิงปฏิบัติ สามารถต่อยอดเป็นอาชีพ สร้างรายได้ และพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

การลงทุนด้านการศึกษาผู้พิการเป็นการสร้างโอกาสระยะยาว และเสริมพลังให้ผู้พิการก้าวขึ้นเป็นกำลังสำคัญของสังคม   ผู้มีจิตศรัทธาและสถานประกอบการสามารถร่วมสนับสนุนเพื่อส่งเสริมการศึกษาและการฝึกอาชีพแก่ผู้พิการ ด้วยการมอบทุนการศึกษา ทุนอาหาร หรือสิ่งของจำเป็น โดยร่วมบริจาคได้ที่บัญชีเลขที่ 342-4-73627-4 ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางละมุง ประเภทออมทรัพย์

Comments (0)

ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคายฯ เปิดรับน้องผู้พิการเรียนกินอยู่ฟรี! สร้างโอกาสสู่อาชีพยั่งยืน…

Posted on 12 กุมภาพันธ์ 2026 by admin

วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดรับสมัครนักเรียน นักศึกษาคนพิการ เข้าศึกษาประจำปีการศึกษา 2569 โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งค่าเล่าเรียน ที่พัก และอาหาร กับหลักสูตรต่างๆ ทั้งระดับ ปวช. ปวส. และชั้นเตรียมการศึกษา (สำหรับคนพิการที่ไม่มีวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้น อายุ 15 ปี ขึ้นไป) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้พิการได้มีโอกาสทางการศึกษา พัฒนาศักยภาพ และต่อยอดสู่อาชีพอย่างยั่งยืน และขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตคนพิการให้มีชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไป เริ่มสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึง 28 มีนาคม 2569 และผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาน้องๆ ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้

          นายชิด สุขหนู ผู้อำนวยการ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเผยว่า วิทยาลัยฯ เป็นสถานศึกษาสำหรับคนพิการแห่งแรกของภาคอีสาน ก่อตั้งขึ้นปี 2560 มุ่งจัดการศึกษาและฝึกอาชีพให้กับผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย ให้ดูแลตนเองและครอบครัวได้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับวิทยาลัย ไว้ในพระราชูปถัมภ์ตั้งแต่ 16 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมาวิทยาลัยฯ สามารถผลิตบุคลากรคนพิการเข้าสู่ตลาดแรงงานระดับมืออาชีพเพื่อทำงานรับใช้สังคมมาแล้วกว่า 628 คน

สำหรับปีการศึกษา 2569 วิทยาลัยฯ จะเปิดรับสมัคร 3 หลักสูตร คือ

1.) หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล (ผู้จบ ม.3 หรือเทียบเท่า)

2.) หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล (ผู้จบ ม.6)  มุ่งเน้นการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรม การออกแบบกราฟิก และการพัฒนาเว็บไซต์  ฯลฯ

3.) หลักสูตรขั้นเตรียมการศึกษา สำหรับคนพิการที่ไม่มีวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้นอายุ 15ปี ขึ้นไป

ทั้งนี้เอกสารที่ใช้ในการสมัคร ได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน  สำเนาทะเบียนบ้าน รูปถ่าย 1.5 นิ้ว 4 รูป  สำเนาบัตรคนพิการ สำเนาวุฒิการศึกษา ใบสูติบัตร(ถ้ามี) ใบรับรองแพทย์ (ไม่เป็นโรคติดต่อ) โดยน้องๆ ผู้เรียนจะได้รับการสนับสนุนให้ศึกษาจนจบระดับ ปวช.–ปวส. เพื่อให้สามารถมีงานทำ ดูแลตนเองและครอบครัวได้

ทางวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย มีหอพักและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ พร้อมอาหาร 3 มื้อ รวมทั้งอุปกรณ์การเรียนการสอนที่เป็นสื่อทันสมัย โดยเปิดรับตั้งแต่วันนี้ถึง 28 มีนาคม 2569 ซึ่งผู้พิการทางการเคลื่อนไหวสามารถสมัครได้แล้วที่ ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ฯ  หรือ fb วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ฯ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่คุณแพร โทร 064 109 4401 หรือ 042 465 645 หรือ ดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ www.nrtc.ac.th

ทั้งนี้ สำหรับผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ธนาคารกรุงไทย สาขาหนองคาย เลขที่ 295 6 00370 4 หรือผ่านระบบ e -Donation โดยสามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีได้ รายได้ทั้งหมดจะนำไปใช้ในการจัดการศึกษา ฝึกอาชีพ บริหารจัดการ และยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างยั่งยืนต่อไป

Comments (0)

ว.เทคโนโลยีพระมหาไถ่หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ฯ เชิญร่วมสนับสนุนการพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าฯเพื่อพลังงานสะอาด

Posted on 27 มกราคม 2026 by admin

          วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สถานศึกษาเพื่อคนพิการ ขอเชิญร่วมเป็นพลังสนับสนุนโครงการ “พัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์)”  จัดขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า พัฒนา-เพิ่มประสิทธิภาพระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ สร้างแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและทักษะอาชีพด้านเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ให้แก่นักศึกษาคนพิการ ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของวิทยาลัยฯ ให้มีความมั่นคงและยั่งยืน สร้างทักษะวิชาชีพให้นักศึกษาคนพิการสามารถพึ่งพาตนเอง มีอาชีพเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน โดยไม่เป็นภาระต่อสังคม จึงขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสนับสนุนโครงการฯ ได้ทั้งการบริจาคสิ่งของเครื่องใช้หรือการบริจาคเงิน โดยบริจาคได้ที่ ธนาคารกรุงไทย สาขาหนองคาย เลขที่บัญชี  295 6 00370 4 หรือผ่านระบบ e -Donation นำไปลดหย่อนภาษีได้

          นายชิด สุขหนู  ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เปิดเผยว่า วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ฯ เป็นสถานศึกษาสำหรับคนพิการแห่งแรกของภาคอีสาน รองรับนักศึกษาคนพิการจากจังหวัดใกล้เคียงและมีแผนขยายโอกาสรับคนพิการจากประเทศเพื่อนบ้านในอนาคต วิทยาลัยฯ จัดการศึกษาพร้อมฝึกอบรมวิชาชีพให้แก่นักศึกษาคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย เพื่อเปิดโอกาสให้เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมจนสำเร็จการศึกษาระดับ ปวช. – ปวส. โดยเป็นโรงเรียนประจำ มีหอพักและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมสำหรับคนพิการ พร้อมอาหาร 3 มื้อ อุปกรณ์การเรียนการสอนและสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น รวมถึงการส่งเสริมให้นักศึกษามีงานทำ สามารถพึ่งพาตนเอง และดูแลครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตามวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ฯ เป็นองค์กรการกุศลที่มิได้แสวงหาผลกำไร งบประมาณหลักมาจากการรับบริจาค แต่จากภาวะสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดบริจาคลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคโดยเฉพาะค่าไฟฟ้า มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการงบประมาณและการดูแลคุณภาพชีวิตนักเรียน นักศึกษาคนพิการในระยะยาว

เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าและการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดเพื่อความยั่งยืน วิทยาลัยฯ จึงจัดทำ โครงการพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) เพื่อเป็นแนวทางลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว และยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐด้านการส่งเสริมพลังงานสะอาด พลังงานทดแทนและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะ SDG 7 พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ และ SDG 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังสามารถพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานสะอาด ประหยัดพลังงานและเทคโนโลยีพลังงานทดแทน ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและการฝึกอบรม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทักษะอาชีพให้แก่นักศึกษาคนพิการ สามารถนำไปต่อยอดประกอบอาชีพในอนาคตได้จริง โดยงบประมาณที่ประหยัดได้จากการลดค่าไฟฟ้าจะนำกลับไปพัฒนาการเรียนการสอน จัดหาสื่ออุปกรณ์ และยกระดับคุณภาพชีวิตนักศึกษาคนพิการอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ฯ ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมเป็นพลังสนับสนุนโครงการ “พัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์)” สามารถร่วมบริจาคได้ที่ ธนาคารกรุงไทย สาขาหนองคาย บัญชีเลขที่ 295-6-00370-4 หรือผ่านระบบ e -Donation นำไปลดหย่อนภาษีได้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 042-465-645

“การร่วมทำบุญสนับสนุนโครงการฯนี้ ถือเป็นการสร้างแหล่งเรียนรู้พลังงานสะอาด ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางการศึกษาและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้แก่คนพิการ” นายชิดกล่าวในท้ายสุด

Comments (0)

Digital jumpstart รุ่น3 เยี่ยมชมเทคโนโลยีดิจิทัลทางการแพทย์ รพ.เวชธานี

Posted on 27 มกราคม 2026 by admin

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) นำโดย ดร.ปรีสาร รักวาทิน รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มงานส่งเสริมการประยุกต์ใช้ดิจิทัล พร้อมด้วย นายวาฤทธิ์ ศิริพิทยาโรจน์ นำผู้เข้าร่วมหลักสูตร Digital Jumpstart รุ่นที่ 3 เยี่ยมชมเทคโนโลยีดิจิทัลทางการแพทย์และการบริหารจัดการภายในรพ. พร้อมทั้งเนื้อหาเรื่องเทคโนโลยีในการทำงาน ณ โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว เมื่อเร็วๆนี้

          ดร.นพ.ตุลวรรธน์ พัชราภา ผู้อำนวยการปฏิบัติการ โรงพยาบาลเวชธานี ให้เกียรติเปิดบ้านต้อนรับพร้อมบรรยายในหัวข้อ “Revolutionizing Hospital Operations : The Impact of Transformation” และให้ความรู้เกี่ยวกับ 1.) Logistic Transformation (Patient Logistic) เป็นแนวคิดที่ดีในการบริหารองค์กร เพราะคนไข้ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ เทคโนโลยีนี้จึงทำให้คนไข้เข้าถึงได้ง่ายและสะดวกรวดเร็ว สะดวกในการนัดหมายและคนไข้สามารถทำแบบประเมินความพึงพอใจในการใช้บริการได้เช่นกัน

2.) Clinical Operation Transformation เป็นแพลตฟอร์มที่จัดการระบบข้อมูลของโรงพยาบาล เช่น ระบบสั่งยาของหมอและเภสัชกร มี AI ในการตรวจเม็ดยา สามารถจ่ายยาเป็นมื้อได้

3.) Service Operation Transformation เป็นแพลตฟอร์มเกี่ยวกับการจัดการต่างๆของบุคลากร เช่น ระบบ Doctor Attendant Time Stamp ระบบการบริการของหมอ Power App เป็นการ coaching หมอเพื่อสร้างความประทับใจให้กับคนไข้ และระบบ QR Visitor Security เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงในโรงพยาบาล

4.) Analytic Transformation เป็นระบบการทำงานของ AI ที่ช่วยค้นข้อมูลจากคนไข้ สามารถค้นหาราคา Package ต่างๆของโรงพยาบาล และสามารถจ่ายงานในนักกายภาพบำบัดได้

พร้อมทั้งศึกษาดูงานการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในโรงพยาบาลเวชธานี ซึ่งมี 5 ฐาน คือ Mobile-Enable EMR, Ai Robotic Powered Pharmacy Workflow, Smart Patient Logistics, Robotic Assisted Human Movement Rehabilitation และ Digital Imaging for Diagnostic Support

พร้อมกันนี้ ฟังการบรรยาย “Data Discovery to new Business Industry” โดย คุณณัฐกรณ์ รัตนชัยสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีดิกทิฟ จำกัด เป็นบริษัทที่ให้คำปรึกษาด้านข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ ใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าทางธุรกิจ  ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่เชี่ยวชาญด้าน Digital Analytics และ Customer Experience ในไทย และเป็นพันธมิตรทางเทคนิคกับ Google Marketing Platform และ Google Cloud

ต่อด้วยการบรรยาย “Cybersecurity in 2026 : Trends shaping the future digital security” โดย คุณณิชาภัทร บุญนัดดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยี บริษัท อัลฟ่าเซค จำกัด

และสุดท้ายเป็นการบรรยาย “Challenges and Future Directions of Big Data and AI in Digital Economy” โดย คุณโชค วิศวโยธิน ผู้ร่วมเขียนหนังสือ ChatGPT : AI ปฏิวัติโลก ผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Media Big Data และ AI เป็นหัวใจของ Digital Economy เพราะช่วยให้องค์กรตัดสินใจได้จากข้อมูลจริง สามารถสร้างนวัตกรรมสินค้าหรือบริการได้ ฯลฯ

Comments (0)

เปิดศักราชใหม่ “POP” อะไหล่ยานยนต์มาตรฐานสากล ประกาศพร้อมลุยปีม้าทอง ตอกย้ำอะไหล่คุณภาพฝีมือคนไทย

Posted on 24 มกราคม 2026 by admin

บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์และอะไหล่รถยนต์ภายใต้แบรนด์ “POP” ประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจรับศักราชใหม่  โดยนายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ พร้อมทีมผู้บริหาร นางมนัสนันท์ เปรมพุฒิพันธ์ กรรมการบริษัท และนางสาวชัญญา ยงเห็นเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ประกาศความพร้อมก้าวสู่ศักราชใหม่ 2569  เดินหน้าเปิดเกมรุกธุรกิจปีม้าทองอย่างเต็มกำลัง พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน ท่ามกลางสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ยังมีความท้าทายและการแข่งขันสูง มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมอะไหล่ยานยนต์ไทย ตอกย้ำจุดยืนการเป็นผู้ผลิตอะไหล่ยานยนต์มาตรฐานสากลโดยฝีมือคนไทย

           นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพสินค้าและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตอะไหล่ยานยนต์ภายใต้แบรนด์ “POP” อย่างต่อเนื่อง โดยยึดมาตรฐานการผลิตระดับสากล ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน เพื่อรองรับความต้องการของตลาดอะไหล่ยานยนต์ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจากแนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบัน บริษัทฯ ประเมินว่าตลาดอะไหล่ยานยนต์ยังมีโอกาสขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้งานรถยนต์ยาวนานขึ้น ส่งผลให้ความต้องการอะไหล่ทดแทนที่มีคุณภาพ ความทนทาน และความปลอดภัยสูงเพิ่มขึ้น

“ปีม้าทอง 2569 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการเร่งเสริมความแข็งแกร่งขององค์กร ชลิต อินดัสทรี พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจเชิงรุก ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการขยายตลาด โดยบริษัทฯยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความทนทาน และความปลอดภัย ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของอุตสาหกรรมอะไหล่ยานยนต์” นายชวิศกล่าวและเสริมว่า

ชลิต อินดัสทรี ยังเดินหน้าลงทุนในด้านเทคโนโลยีการผลิต การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมอะไหล่ยานยนต์ไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีสากล ตอกย้ำภาพลักษณ์ “อะไหล่รถยนต์ฝีมือคนไทย” และสร้างความมั่นคงให้กับฐานการผลิตในประเทศ รวมถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งขององค์กรและอุตสาหกรรมอะไหล่ยานยนต์ไทยในระยะยาว

2- DSC_5818_resize_resize

บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ของประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ “POP” ที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 30 ปี นับเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดอะไหล่ทดแทน (Replacement Equipment Manufacturing: REM) และผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ให้กับผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ (OEM) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 6,000 รายการ อาทิ ยางแท่นเครื่อง ยางแท่นเกียร์ ยางกันกระแทก ยางเพลากลาง บูชปีกนก และบูชโช๊คอัพล่าง ครอบคลุมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล รถเพื่อการพาณิชย์ และรถแข่ง  โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล อาทิ Thailand Trust Mark (T MARK) ระบบ IATF 16949:2016 มาตรฐาน ISO9001 และผ่านการทดสอบคุณภาพในหลากหลายด้าน อาทิ Fatigue, Hardness และ NVH เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดด้านคุณภาพและความปลอดภัยของอุตสาหกรรมยานยนต์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ www.chalitindustry.com โทรศัพท์ 02-802-6400

Comments (0)

คณะผู้บริหาร Digital Jumpstart รุ่น 3 ศึกษาดูงาน Microsoft

Posted on 12 ธันวาคม 2025 by admin

คุณโอม ศิวะดิตถ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ต้อนรับและบรรยายหัวข้อ “The Rise of Frontier Firm” ให้กับคณะผู้บริหารที่เข้าร่วมอบรมหลักสูตร ดิจิทัลจั๊มสตาร์ท (Digital Jumpstart) รุ่นที่ 3 จำนวน 48 ท่าน  นำโดย นายวาฤทธิ์ ศิริพิทยาโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ depa  พร้อมด้วย นายศิรสิทธิ์ ประทีปมงคล  นายชวิศ ยงเห็นเจริญ  เรือโทภัทธวุฒิ กนกวรรณากร นางอรุชิดา เด่นแดนโดม ฯลฯ เพื่อศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในโลกธุรกิจและสังคมยุคใหม่  ณ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ตึก One Bangkok ทาวเวอร์4 ถนนวิทยุ เมื่อเร็วๆนี้

Comments (0)

ดีป้า สานต่อหลักสูตร “Digital CEO รุ่นที่ 9” พัฒนาผู้นำดิจิทัล เปิดมุมมองใหม่สู่ยุคดิจิทัล พร้อมอัปเดตเทรนด์-เติมความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม

Posted on 10 พฤศจิกายน 2025 by admin

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เดินหน้าสานต่อยกระดับองค์ความรู้และทักษะด้านดิจิทัลแก่ผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ผ่าน หลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital CEO) รุ่นที่ 9 ซึ่งมุ่งพัฒนาศักยภาพผู้นำให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล พร้อมเสริมสร้างความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกับองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน หลักสูตรนี้ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นในยุคดิจิทัล ทั้งด้านเทคโนโลยี การบริหารจัดการ การตลาด และการเปลี่ยนแปลงองค์กร พร้อมเปิดมุมมองใหม่ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้บริหารระดับสูง และการศึกษาดูงานทั้งในและประเทศฝรั่งเศส หน่วยงานเอกชนสามารถนำค่าลงทะเบียนเรียนไปหักลดหย่อนภาษีได้ 250%เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ถึงวันที่ 16 ธันวาคมนี้ รายละเอียดที่ www.depa.or.th/digitalceo

     ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เปิดเผยว่า “หลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital CEO)” เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของ depa ที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัลของประเทศ โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้ประโยชน์ในภาคเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความมั่นคง เพื่อขับเคลื่อนประเทศอย่างมีประสิทธิภาพในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

“depa เล็งเห็นถึงบทบาทสำคัญของผู้บริหารระดับสูงทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศ จึงได้จัดทำหลักสูตร Digital CEO ขึ้นตั้งแต่ปี 2561 เพื่อพัฒนาผู้บริหารให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จำเป็นต่อการบริหารองค์กรในยุคดิจิทัล โดยตลอด 8 รุ่นที่ผ่านมา มีผู้บริหารเข้าร่วมแล้ว 697 คน และในปี 2569 นี้ เราจะเดินหน้าจัดอบรมรุ่นที่ 9 อย่างต่อเนื่อง” ผอ.ดีป้า กล่าว

สำหรับเนื้อหาหลักสูตร Digital CEO มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะใน 3 มิติหลัก ได้แก่

  1. ทักษะด้านเทคโนโลยีและการจัดการในยุคดิจิทัล เช่น Big Data, AI, Blockchain, Automation, Digital Transformation, Quantum computingและ Digital Marketing
  2. การเรียนรู้แนวโน้มและโอกาสทางธุรกิจในอนาคต (Future Trends and Opportunities) เพื่อให้ผู้บริหารสามารถวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ
  3. การแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้บริหารระดับสูง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านกิจกรรมศึกษาดูงานและเวิร์กชอป เพื่อเรียนรู้จากความสำเร็จและข้อผิดพลาดจริง

“หลักสูตรนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่ยังเป็นเวทีสร้างเครือข่ายผู้นำดิจิทัลระดับประเทศ ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน” ผอ.ณัฐพล กล่าวเสริม

หลักสูตร Digital CEO รุ่นที่ 9 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 มกราคม – 20 มิถุนายน 2569 โดยอบรมสัปดาห์ละ 1-2 วัน (ศุกร์-เสาร์) รวมไม่น้อยกว่า 165 ชั่วโมง พร้อมได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญกว่า 100 คนทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์อย่างใกล้ชิด หน่วยงานเอกชนสามารถนำค่าลงทะเบียนเรียนไปหักลดหย่อนภาษีได้ 250% ตามสิทธิประโยชน์ที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้สนใจสามารถศึกษาดูรายละเอียดพร้อมดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ www.depa.or.th/digitalceo หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 082 449 4598, 083 116 6581 หรืออีเมล digitalceoprogram@gmail.com

Comments (0)

ยกระดับแบรนด์ไทย

Posted on 30 มิถุนายน 2025 by admin

          นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ ร่วมด้วย นางสาวชัญญา ยงเห็นเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนยางอะไหล่ยานยนต์มาตรฐานสากลโดยฝีมือคนไทย ภายใต้แบรนด์ “POP” มอบผลิตภัณฑ์ให้แก่ นายคริส อัศวนนท์ และทีมนักแข่ง Sigma Motorsports เพื่อสนับสนุนการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ พร้อมร่วมวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและคุณภาพสินค้า ยกระดับคุณภาพแบรนด์ไทยในวงการ Motorsports ณ สนามแข่งรถพีระเซอร์กิต พัทยา เมื่อเร็วๆนี้

Comments (0)

ข้อควรระวัง! มือใหม่ขับรถหน้าฝน-ลุยน้ำท่วม ต้องเตรียมตัวอย่างไร

Posted on 27 มิถุนายน 2025 by admin

เมื่อเข้าสู่หน้าฝน การขับขี่ท่ามกลางสายฝนตกหนัก หรือน้ำท่วมขังกลายเป็นความท้าทายของผู้ใช้รถใช้ถนน ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อการขับขี่ปลอดภัยทุกเส้นทาง โดยเฉพาะ “มือใหม่” หรือ “ผู้หญิงที่ขับรถคนเดียว” ยิ่งต้องมีสติและเตรียมตัวให้พร้อม เพราะการขาดประสบการณ์ หรือไม่มีข้อมูลที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่อุบัติเหตุ หรือความเสียหายต่อรถยนต์ที่ไม่คาดฝันได้

         นายชวิศ ยงเห็นเจริญ  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์ภายใต้แบรนด์  “POP” ซึ่งเป็นชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์มาตรฐานสากลฝีมือคนไทยที่ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างยาวนาน เปิดเผยว่า “ด้วยประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ที่เราได้มุ่งมั่นพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนยานยนต์คุณภาพสูง เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในการขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์ทุกคน  ซึ่งแม้ว่าเราอาจไม่ได้อยู่ในรถของคุณ แต่เราอยู่ใต้รถของคุณเสมอ ทุกชิ้นส่วนที่เราผลิต ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจ แม้จะต้องเผชิญหน้ากับฝนตกหนัก น้ำท่วม หรือสภาพถนนที่คาดเดาไม่ได้ เพราะความปลอดภัยบนถนนไม่ได้เกิดจากโชคดี แต่มาจาก ‘ความรู้ ความเข้าใจ และการดูแลล่วงหน้า’ครับ”

อย่างไรก็ตาม เมื่ออยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ผู้ขับรถมือใหม่ที่ขาดประสบการณ์ อาจตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ดังนั้น มือใหม่ควรศึกษาข้อมูล และมีคำแนะนำติดไว้ในรถด้วย  โดยคุณชวิศ ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับข้อควรระวังสำหรับผู้ขับรถมือใหม่ในการขับรถหน้าฝน สิ่งที่ควรทำ (Do) และสิ่งที่ไม่ควรทำ (Don’t) เมื่อจำเป็นต้องขับรถขณะฝนตก หรือขับรถลุยน้ำท่วม เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ขับขี่และตัวรถ

Do: สิ่งที่ “ควรทำ”

  1. สิ่งแรกที่อยากเน้นคือ ทัศนวิสัยจะเปลี่ยนทันทีที่ฝนเริ่มตก โดยเฉพาะช่วงน้ำแรกถนนจะลื่นกว่าปกติมาก ผู้ขับขี่ควรลดความเร็ว เปิดไฟหน้าแม้ในตอนกลางวันเพื่อให้รถคันอื่นมองเห็นเรา และควรเพิ่มระยะห่างจากคันหน้า 2-3 เท่า ที่สำคัญอย่าใช้ไฟฉุกเฉินในขณะที่รถยังวิ่งอยู่ เพราะอาจทำให้ผู้อื่นสับสนคิดว่ารถจอดนิ่งอยู่กลางถนน เสี่ยงให้เกิดอุบัติเหตุได้
  2. ควรมีการตรวจเช็คอะไหล่รถยนต์ เพื่อเตรียมรถให้พร้อมการใช้งาน  โดยเฉพาะยางรถยนต์ ใบปัดน้ำฝน และเบรก คือ 3 จุดแรกที่ควรเช็คทันที แต่สิ่งที่มักถูกละเลยคือ ‘ช่วงล่าง’ โดยเฉพาะรถที่ใช้งานหนักหรือวิ่งถนนไม่เรียบ บูชยาง ลูกหมาก โช้คอัพ และยางรองแท่นเครื่อง หากเสื่อมจะส่งผลให้รถสั่น โคลง หรือสูญเสียการควบคุมเวลาเจอถนนเปียก การเช็กช่วงล่างไม่ได้แค่เพื่อความนุ่ม แต่คือความปลอดภัย
  3. 3. ถ้าจำเป็นต้องขับรถตอนฝนตกหนัก มือใหม่ควรตั้งสติและใจเย็นๆ อย่าตระหนกตกใจจนทำอะไรไม่ถูก การขับรถหน้าฝนไม่ได้อันตรายถ้าวางแผนให้ดี มือใหม่ควรเลือกเส้นทางหลัก หลีกเลี่ยงถนนที่น้ำท่วมประจำ ควรขับช้า ใช้เกียร์ต่ำ และหากเริ่มมองไม่เห็น ควรหาที่ปลอดภัยจอดรอ ไม่ต้องฝืนขับ เพราะความมั่นใจที่มากไป บวกกับประสบการณ์ที่ยังไม่มาก อาจทำให้เกิดเหตุไม่คาดคิดได้
  4. เทคนิคในการขับรถผ่านเส้นทางที่มีน้ำท่วมขังสูง
  • ขั้นแรกต้องประเมินระดับน้ำ ถ้าสูงเกินครึ่งล้อหน้าไม่ควรลุย ควรหันหลังกลับหรือเปลี่ยนเส้นทาง โดยเฉพาะผู้หญิงหรือมือใหม่ ถ้ารู้สึกไม่มั่นใจ ขอให้หยุดรถก่อนเข้าเขตน้ำขัง จะไม่เสียหาย โดยสังเกตจากสิ่งรอบตัว เช่น ล้อรถคันหน้า เสาไฟ หรือฟุตบาท ถ้าน้ำสูงเกินครึ่งล้อ หรือเห็นรถคันอื่นหยุดรอ แสดงว่าน้ำลึกเกินควรลุย ถ้าเป็นมือใหม่ อาจพกไม้สั้นๆ ไว้ตรวจระดับน้ำง่าย ๆ จากหน้าต่าง นอกจากนี้ ควรสังเกตทิศทางน้ำ ถ้าไหลแรงหรือขุ่นคลัก หลีกเลี่ยงไว้ก่อนดีที่สุด
  • หากจำเป็นต้องลุยน้ำ ให้ปิดแอร์ ใช้เกียร์ต่ำ เดินคันเร่งคงที่ ห้ามเบรก หรือเร่งเครื่องแรงเด็ดขาด ถ้ารถติดช่วงล่างไม่ดี อย่างบูชหรือโช้คเสื่อม รถจะโคลงและสั่นมากขณะผ่านน้ำ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ระบบข้างใต้เสียหาย
  • ถ้าเครื่องยนต์ดับกลางน้ำ อย่าสตาร์ทรถซ้ำเป็นอันขาด เพื่อป้องกันความเสียหาย เพราะการสตาร์ทอาจทำให้เกิด ‘Water Lock’ หรือการที่น้ำเข้าไปในห้องเผาไหม้ ส่งผลให้เครื่องพังถาวร ควรปลดเกียร์ ดึงเบรกมือ และโทรเรียกรถยกทันที อาจจะดูยุ่งยากแต่ป้องกันค่าซ่อมหลักแสน
  • หลังจากเพิ่งขับรถลุยน้ำท่วมขังให้เหยียบเบรกย้ำๆสัก 2-3 ครั้งก่อนที่จะขับต่อไป เพื่อให้ระบบเบรกทำงานได้ปกติ
  • ถ้าไม่มั่นใจว่าจะขับผ่านน้ำท่วมได้ ควรหยุดรถในที่ปลอดภัย บนพื้นที่สูง ไม่ขวางจราจร ไม่อยู่ใต้ต้นไม้ หรือสายไฟแรงสูง เปิดไฟฉุกเฉินไว้ ปิดกระจกให้สนิท อย่าออกจากรถโดยไม่จำเป็น และอย่าเปิดประตูถ้าน้ำเริ่มเข้าเกินพื้นรถ เพราะน้ำจะทะลักเข้ามาอย่างรวดเร็ว
  1. ควรล้างช่วงล่างรถทันที เพราะถ้าไม่ล้างจะทำให้โคลนและน้ำเกาะที่บูชยางรองต่างๆ และสะสมความชื้น ทำให้เสื่อมเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว หากช่วงล่างหลวม น้ำเข้าเพลาขับ หรือบูชฉีก ก็อาจเป็นจุดเริ่มของความเสียหายที่ใหญ่ขึ้น
  2. มือใหม่ หรือผู้หญิงที่ขับรถคนเดียว ควรเตรียมกล่องอุปกรณ์ฉุกเฉินไว้ท้ายรถเสมอ เช่น ไฟฉาย เบอร์ฉุกเฉินของประกัน หรือรถยก เสื้อกันฝน ผ้าขนหนู และ Power bank เผื่อสถานการณ์ติดค้างกลางฝนเป็นเวลานาน

Don’t: สิ่งที่ “ไม่ควรทำ”

  1. เวลาขับรถลุยน้ำท่วมสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่มือใหม่มักพลาดทำบ่อยๆและทำให้เกิดความเสียหาย ได้แก่
  • เร่งเครื่อง เพื่อให้ผ่านเร็วๆ ซึ่งทำให้พัดลมหรือท่อดูดอากาศดูดน้ำเข้าสู่เครื่องยนต์
  • การเปิดแอร์แรงขณะลุยน้ำ ซึ่งจะทำให้น้ำกระเซ็นเข้าไปในพัดลมระบายความร้อน หรือระบบไฟใต้ท้องรถ โดยเฉพาะถ้าแอร์รถอยู่ต่ำมากในรุ่นรถบางประเภท น้ำอาจโดนพัดลมคอนเดนเซอร์ ดังนั้น ขณะลุยน้ำควรปิดแอร์
  • การเบรกแรงกะทันหันขณะน้ำขัง อาจทำให้เบรกลื่น หรือระบบเบรกดูดน้ำเข้าไปในดรัม
  1. พฤติกรรมที่ห้ามทำเด็ดขาดขณะขับรถลุยน้ำท่วม ได้แก่
  • ถ้าขับรถลุยน้ำลึกแล้วเครื่องยนต์ดับห้ามสตาร์ทเด็ดขาด เพราะทำให้เกิดความเสียหาย
  • ห้ามเปิดฝากระโปรงรถ เพราะถ้าเครื่องยนต์ร้อนจัดและสัมผัสน้ำ อาจเกิดไอน้ำหรืออันตรายจากแรงดัน
  • ห้ามเปิดประตูหากน้ำยังท่วมถึงขอบรถ เพราะน้ำจะทะลักเข้ามาทันที ห้ามขับเร็ว ห้ามขับสวนกับกระแสน้ำ และห้ามขับตามท้ายรถใหญ่เกินไป เพราะคลื่นน้ำจากรถหน้าอาจซัดกลับเข้าห้องเครื่องของเรา อย่าคิดว่าแค่ลุยแป๊บเดียวแล้วจะไม่เป็นอะไร เพราะน้ำเพียง 20–30 ซม. ก็ทำให้ระบบช่วงล่างพังได้ ถ้าเข้าไปสะสมในบูชยางหรือจุดข้อต่อ
  • ห้ามออกมากเดินย่ำน้ำรอบรถโดยไม่รู้ระดับพื้น เพราะอาจตกหลุม หรืออาจมีสายไฟชำรุด ทำให้เกิดไฟฟ้าช็อตได้
  1. อย่าดับเครื่องยนต์ทันที หลังจากขับรถลุยน้ำท่วมจนมาถึงจุดหมายแล้ว เพื่อป้องกันความเสียหายจากน้ำที่ค้างอยู่ที่ท่อไอเสียย้อนกลับเข้าไป ให้สตาร์ทรถทิ้งไว้สักครู่เพื่อให้น้ำที่อาจตกค้างอยู่ในหม้อพักท่อไอเสียระเหยออกมาให้หมดช่วยลดความเสียหายต่อเครื่องยนต์
large-tsunami-wave-crashing_resize

บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์คุณภาพสูงภายใต้แบรนด์  “POP” อยู่คู่คนไทยมายาวนานกว่า 30 ปี โดยมุ่งเน้นการผลิตชิ้นส่วนที่มีความทนทานและได้มาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในการขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์ มีผลิตภัณฑ์มากกว่า 5,000 รายการ ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ส่วนบุคคลจนถึงรถยนต์เพื่อการพาณิชย์   สามารถสอบถามรายละเอียด ที่ร้านอะไหล่รถยนต์ชั้นนำ ตัวแทนจำหน่าย หรือเว็บไซต์ https://chalitindustry.comโทร.02 8026400Email: info@chalitindustry.com

Comments (0)

ENZ มอบทุนตั๋วเครื่องบินให้นักเรียนไทย ฟังรายละเอียดในงานสัมมนาออนไลน์ (ฟรี) 31 พ.ค.68 นี้

Posted on 29 พฤษภาคม 2025 by admin

110425_AirTicket Webinar 31MAY25_resize

รายงานข่าวจากหน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ (Education New Zealand; ENZ) สถานเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย แจ้งว่า หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ ได้ร่วมกับโรงเรียนและสถาบันการศึกษาชั้นนำของนิวซีแลนด์เกือบ 30 แห่ง จัดโครงการทุนตั๋วเครื่องบิน (New Zealand Air Ticket Scholarship 2025) สำหรับนักเรียนไทยที่เคยเรียนที่นิวซีแลนด์ โดยมอบโอกาสพิเศษให้กับนักเรียนไทยที่เคยไปเรียนระยะสั้น ซัมเมอร์คอร์ส หรือเรียนภาษาในประเทศนิวซีแลนด์ และมีแผนจะกลับไปศึกษาต่อที่ประเทศนิวซีแลนด์ เพียงโชว์หลักฐานการเรียนในอดีต รับทุนตั๋วเครื่องบินทันทีที่ไปถึงนิวซีแลนด์

โครงการทุนตั๋วเครื่องบิน (New Zealand Retention Campaign 2025) มอบสิทธิพิเศษค่าตั๋วเครื่องบินสูงสุดถึง NZD $3,000 แก่นักเรียนไทยที่เคยมีประสบการณ์เรียนระยะสั้นในนิวซีแลนด์ และมีแผนจะกลับไปศึกษาต่อในหลักสูตรระยะยาวระดับมัธยมศึกษา หรืออุดมศึกษา โดยมีโรงเรียนและสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการให้เลือกหลากหลายเกือบ 30 แห่ง ได้แก่   University of Canterbury, Lincoln University, University of Otago, Crown Institute of Studies, Auckland Grammar School, Cambridge High School, Glendowie College, Hamilton Girls’ High School, Hillmorton High School, Kaikorai Valley College, Lynfield College, Macleans College, Massey High School, Mount Albert Grammar School (MAGS), Napier Boys’ High School, Newlands College, Nga Tawa Diocesan School, Northcote College, Palmerston North Boys’ High School, Palmerston North Girls’ High School,  Papatoetoe High School, Pompallier Catholic College, ,  Pukekohe High School, Rosehill College, , Waimea College, Waitaki Girls’ High School, Whanganui Girls’ College, Whanganui High School

สำหรับนักเรียน นักศึกษา พ่อแม่ผู้ปกครอง และผู้สนใจสามารถรับฟังรายละเอียดการรับทุนได้ในงานสัมมนาออนไลน์ (ฟรี) เจาะลึกรายละเอียดและเงื่อนไขการรับทุนโครงการ “นิวซีแลนด์มอบทุนตั๋วเครื่องบินให้นักเรียนไทย” โดยเจ้าหน้าที่จากสถานเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ ประจำ ประเทศไทย พร้อมสอบถามข้อมูลกับตัวแทนจากสถาบันการศึกษานิวซีแลนด์ที่เข้าร่วมโครงการ จัดโดย หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ สถานเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย และสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ได้ร่วมกันจัดขึ้น ในวันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม 2568 เวลา  10.30 – 12.00 น. (ผ่านช่องทาง Zoom)  ผู้สนใจสามารถดูลรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียน(ฟรี) เพื่อรับ Zoom Meeting ID & Passcode ได้ที่ https://www.learnenglishnewzealand.com/Freeticketforstudyinnewzealand

Comments (0)

“ชลิต อินดัสทรีฯ” ร่วมส่งเสริมพระพุทธศาสนา ทำบุญเสริมสิริมงคลองค์กร สร้างพลังใจให้พนักงาน

Posted on 24 เมษายน 2025 by admin

        “ชลิต อินดัสทรีฯ” ร่วมส่งเสริมพระพุทธศาสนา ทำบุญเสริมสิริมงคลองค์กร สร้างพลังใจให้พนักงาน

บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนประกอบรถยนต์และอะไหล่ยางคุณภาพสูง ภายใต้แบรนด์ “POP” จัดกิจกรรมทำบุญประจำปี 2568 ณ โรงงานชลิต อินดัสทรีฯ ตำบลพันท้ายนรสิงห์ อำเภอเมืองสมุทรสาคร เพื่อเสริมสร้างสิริมงคลให้แก่องค์กร และสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้บริหารและพนักงาน

2-ชลิต อินดัสทรี ทำบุญ ร่วมส่งเสริมพุทธศานา

ภายในงานประกอบด้วยพิธีเจริญพระพุทธมนต์ โดยได้รับความเมตตาจาก เจ้าคุณพระญาณวชิรวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และเลขานุการเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมคณะพระภิกษุสงฆ์จำนวน 9 รูป ร่วมประกอบพิธีทางศาสนา แสดงสัมโมทนียกถา ถวายโอวาทธรรม และรับถวายภัตตาหารเพล รวมถึงเครื่องจตุปัจจัยไทยทานจากคณะผู้บริหารและพนักงาน

3-ชลิต อินดัสทรี ทำบุญ ร่วมส่งเสริมพุทธศานา

โดยมี นายชลิต ยงเห็นเจริญ ประธานกรรมการ และนางสุชญา ยงเห็นเจริญ รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด นำทีมคณะผู้บริหาร นางมนัสนันท์ เปรมพุฒิพันธ์, นางสาววิมลลักษณ์ และนางสาวชัญญา ยงเห็นเจริญ กรรมการบริษัทฯ พร้อมด้วยพนักงานเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง ทั้งนี้เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคลให้บริษัทฯเจริญรุ่งเรือง เสริมสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้บริหารและพนักงานในองค์กร ให้มีกำลังใจสามารถปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ และเพื่อให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอีกทางหนึ่ง

4-ชลิต อินดัสทรี ทำบุญ ร่วมส่งเสริมพุทธศานา

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการส่งเสริมพระพุทธศาสนาและปลูกฝังคุณธรรมให้แก่บุคลากร พร้อมสร้างความสมัครสมานสามัคคีภายในองค์กร เสริมสร้างจิตใจที่เข้มแข็ง เพื่อก้าวเดินไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จร่วมกันอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิ้นส่วนรถยนต์และอะไหล่ยางภายใต้แบรนด์ “POP” ด้วยมาตรฐานคุณภาพระดับสากล อาทิ ได้รับการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9001 รวมถึง มาตรฐาน IATF 16949 ซึ่งเป็นระบบจัดการคุณภาพ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในด้านการผลิต ซึ่งครอบคลุมถึงความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และใบรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯได้รับความไว้วางใจอย่างกว้างขวางจากอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันมีศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์กระจายอยู่ในหลายภูมิภาค และมีการขยายตลาดสู่หลายภูมิภาคทั่วโลก อาทิ เอเชียตะวันออก แอฟริกา ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย อเมริกาใต้ และยุโรปตะวันออก เป็นต้น โดยบริษัทฯมีส่วนช่วยสร้างงานให้คนในชุมชนมีงานทำ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมี นโยบายให้ความสำคัญในการพัฒนาชุมชนและตอบแทนสังคม ด้วยการเข้าไปมีส่วนร่วมสนับสนุนกิจกรรมขององค์กรต่างๆ รวมทั้งการจัดกิจกรรมเพื่อสังคมในรูปแบบต่างๆเพื่อการพัฒนาสังคมและชุมชนอย่างต่อเนื่อง 

Comments (0)

เรื่องล่าสุด